หน้าหลัก
มุมมอง
ปัญหา

เปลี่ยนรหัสผ่าน



เราดีใจ! ที่แมวของคุณได้บ้านใหม่

บอกบางอย่างกับเพื่อนๆที่ติดตามโพสประกาศของคุณ (สามารถเว้นว่างได้)


ระบายปัญหาของคุณออกมา.. รับคำแนะนำจากเพื่อนๆในสังคมแห่งความเข้าใจ
อ่านมุมมองและประสบการณ์ขีวิตจากเพื่อนๆ.. ร่วมแสดงความคิดเห็นและพูดคุยในแต่ละหัวข้อ
รับพลังงานดีๆจากสังคมมุมมอง.. เข้มแข็งและก้าวไปพร้อมๆกัน ทุกคนพร้อมเข้าใจคุณ
ระบายปัญหาของคุณออกมา.. รับคำแนะนำจากเพื่อนๆในสังคมแห่งความเข้าใจ
อ่านมุมมองและประสบการณ์ขีวิตจากเพื่อนๆ.. ร่วมแสดงความคิดเห็นและพูดคุยในแต่ละหัวข้อ
รับพลังงานดีๆจากสังคมมุมมอง.. เข้มแข็งและก้าวไปพร้อมๆกัน ทุกคนพร้อมเข้าใจคุณ

ปัญหามาใหม่ล่าสุด

1
ปัญหาชีวิต
ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไร
ในยามอยู่กับเพื่อนฉันก็ยิ้มแย้มแจ่มใสปกติทั่วไป ฉันรู้ว่านั่นคือสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นมา นั่นไม่ใช่ตัวตนจริงๆของฉัน ฉันต้องฝืนพยายามทุกครั้งที่ยิ้มออกมาแล้วทำเหมือนไม่ได้เป็นอะไร ทั้งๆที่จริงๆแล้วในใจของฉันมันปั่นป่วนไปหมด บทบาทของฉันคือผู้รับฟัง เพื่อนๆมักจะมาปรึกษาปัญหาของพวกเขากับฉันตลอด แต่ฉันไม่กล้าบอกปัญหาของฉันกับพวกเขา ฉันไม่กล้าบอกพวกเขาว่าฉันเป็นอะไร ฉันกลัวว่ามันจะเป็นการเรียกร้องความสนใจที่น่ารำคาญ ที่ผ่านมาตัวตนของฉันที่สร้างขึ้นมาทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดีมาตลอด จนวันนี้ ฉันเผลอหลุดทำตัวน่ากลัวให้เพื่อนๆเห็น ฉันกังวลมากว่าพวกเขาจะมองฉันไม่ดี ฉันไม่รู้ว่าควรทำยังไงดี ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้ ฉันกำลังเป็นอะไรอยู่...
2
ปัญหาชีวิต
ฉันรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
ฉันไม่เก่งอะไรเลยค่ะมีแต่ข้อเสีย เรียนก็คาบเส้น กีฬาก็ไม่ได้ หน้าตาก็ธรรมดา ร่างกายก็ผิดปกตินิดหน่อย แถมยังชอบโกหกจนติดเป็นนิสัย ฉันรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่ามาก ทุกครั้งฉันจะคิดเสมอว่าทำไมฉันถึงเกิดมาประหลาด ทำไมตัวเองถึงไม่ได้เรื่องเลย ฉันมีพ่อแม่ที่ดี ฉันไม่อยากทำให้พวกท่านเสียใจที่เลี้ยงฉันมา ฉันโกหกพวกท่านบ่อย บางทีฉันก็คิดว่าฉันควรจะตายๆไปซะตั้งแต่ยังไม่เกิดจะดีกว่า ตอนนี้พอได้ระบายก็รู้สึกดีขึ้นมานิดหน่อยแล้วค่ะ ขอบคุณที่ฟังค่ะ
1
ปัญหาชีวิต
ผมเป็นคนเลว
ผมเป็นคนเลว ผมเป็นคนขี้ขโมย ผมเป็นคนขี้โกหก ผมเป็นคนที่ล้มเหลว ผมเป็นคนที่ไม่รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าเลย ผมไม่เคยทำให้ครอบครัวภูมิใจ ผมเรียนจบปริญญาโท ผมเคยเป็น ผู้บริหาร แต่วันนึง ผมตกงาน ผมไม่มีเงิน ผมเป็นหนี้ แต่ผมบอกใครไม่ได้ เพราะผมคิดว่า ไม่มีใครช่วยได้ นอกจากตัวผมเอง ทำให้ผมคิดทำในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ผมขโมยเงินของแม่มา จนถึงวันที่แม่ ต้องการเงินก้อนนี้ แม่รู้ว่า ผมเอาเงินก้อนนี้ไปใช้หมดแล้ว ซึ่งเป็นเงินไม่ใช่น้อยๆ ผมไม่รู้เหมือนกัน ว่าเอาเงินไปทำอะไรหมด ผมไม่ได้ซื้อของฟุ่มเฟือย ผมไม่ได้กินเที่ยว ผมไม่เล่นการพนัน แต่ผมก็ไม่ได้มีสมบัติอะไรเพิ่มเติม จนวันนี้ ก็ยังเป็นหนี้อยู่ เพราะผมบริหารเงินไม่เป็น มีเท่าไหร่ก็ใช้เท่านั้น ทำให้ตัวเองเดือดร้อน ทำให้ลูกเมียเดือดร้อน ทำให้ครอบครัวเดือดร้อน จนวันนี้ยังนึกหาทาง แก้ไขปัญหา ไม่ออก อยากจะพูดความจริงให้หมด แต่พูดไปแล้ว มีแต่ปัญหามากขึ้นแน่นอน ผมไม่อยากโกหก อีกต่อไปแล้ว แต่พูดออกไป ไม่รู้สึกว่าจะมีอะไรดีขึ้น พูดออกไป ผมจะกลายเป็นคนเลวที่สุด ผมจะกลายเป็นคน ที่ไม่มีใครไว้ใจได้อีกต่อไป แม้กระทั่งจากแม่ของตัวเอง แม้กระทั่งจากภรรยาของตนเอง แล้วอย่างนี้ ผมจะเป็นพ่อที่ดีของลูกได้ยังไง ทุกครั้งที่มองหน้าลูกเห็นรอยยิ้มของลูก ยิ่งทำให้รู้สึกเจ็บปวด เพราะสิ่งที่เราทำลงไป ผมเหนื่อยใจมาก เหนื่อยใจที่คิดว่า ทำไมเราถึง ไร้ความสามารถขนาดนี้ ทำไมเราถึงล้มเหลวขนาดนี้ คิดอะไรไม่ออกเลย ในหัวคิดแต่เรื่องแย่ๆ เรื่องแย่ๆที่คิดว่าทำแล้วจะจบปัญหาได้ ผมรักแม่ ผมรักภรรยา ผมรักลูก ผมอยากจะอยู่กับเขานานๆ อยากอยู่กับเขาแบบมีความสุข แต่ตอนนี้ ผมมองไม่เห็นความสุขเลยแม้แต่นิดเดียว ผมไม่โทษใคร ผมโทษตัวเอง ที่ไร้ความคิดไร้ความสามารถ ที่จะทำให้ทุกอย่าง จบลงด้วยดีได้ ผมเหนื่อยกับชีวิตเหลือเกิน แต่ผมอยากมีชีวิตอยู่ อยู่เพื่อได้กอดลูก ได้กอดภรรยา แต่ปัญหาทำให้ผมหมดกำลังใจ ผมไม่มีแรงจะทำอะไรต่อ
0
ปัญหาชีวิต
ชีวิตตกต่ำจนมองไม่เห็นทาง
ผมคือคนเลวคนหนึ่งผมล้มเหลวกับชีวิตความเป็นคน ผมโกหก ผม ขโมย ผมล้มเหลว ผมไม่เคย ที่จะต้องเป็นคนที่รักภูมิใจได้เลย ชีวิตผมเคย ดีมาก่อนจนวันหนึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลง ผมตกงาน ไม่มีเงินใช้ มีหนี้สินเพราะไม่รู้จักเก็บเงิน จนรู้ตัวอีกที เมื่อเป็นหนี้มากมาย ผมคิดหาวิธี ที่จะแก้ปัญหานี้ไม่ได้ จนต้องไปขโมยเงินที่คุณแม่เก็บเอาไว้ จนมาวันหนึ่ง เมื่อคุณแม่เริ่มนึกถึงเงินก้อนนี้ขึ้นมา ถึงได้รู้ว่า ผมนำเงินก้อนนี้ไปใช้หมดแล้ว ผมทำให้คุณได้ ที่กำลังป่วย เสียใจ ผมทำไม ครอบครัว เสียใจ ถึงแม้วันนี้ ผมจะได้ทำงานใหม่แล้ว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ หนี้สินก็ยังไม่หมด ผมไม่ใช่คนกินเที่ยวผมไม่เล่นการพนัน แต่ไม่รู้เลยว่า เงินที่ได้มา ออกไปทำอะไรหมด จนวันนี้มีหนี้สิน มากมาย แต่บอกใครไม่ได้ แม้กระทั่งคนรักของตัวเอง มองหน้าลูก แล้วก็แอบร้องไห้อยู่คนเดียว จนบางครั้งคิดถึงแต่เรื่องร้ายร้าย เพียงเพื่อให้จบปัญหาไป ผมไม่รู้ จะทำยังไงกับชีวิต ทำงาน ก็ไม่ได้เต็มที่ แถมยังมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ อีกเยอะแยะ เพราะเป็นคนที่ทำงานคนเดียวในบ้าน บางครั้งรู้สึกเหนื่อย เหนื่อยใจ ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงเกิดกับชีวิตผม หรือคงเพราะผม ทำเรื่องแย่ๆเอาไว้ จนกลายเป็นแบบนี้ เหนื่อยใจครับ ไม่รู้จะแก้ปัญหายังไง ถ้าบอกเรื่องนี้สารภาพออกไปตรงๆ คงเป็นเรื่องใหญ่แน่ๆ แล้วชีวิตผม ก็จะแย่ลงไปอีก ครอบครัว ก็ต้องแย่ลงไปอีก ผมไม่รู้จะทำยังไงดี
1
ปัญหาความรัก
เคยชอบใครตั้งแต่เด็กมั้ยครับ
ปัจจุบันตอนนี้ผมทำงานแลัวครับ ต้องขอเกิ่นก่อนว่าสมัยนั้นผมพึ่งอยู่ ป.1 มั้งครับ ผมแอบชอบผญคนนึง เธอเป็นคนสวยและเรียนเก่งมากครับ ด้วยความคิดสมัยเด็กเวลาเราชอบใครเราก็จะทำอะไรตามคนไปนั้นอย่างเช่นเธอไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดผมก็ไป ไปทานข้าวกลางวันผมก็มักจะแอบมองกับข้าวที่เธอเลือกแล้วก็ทานตาม ยิ่งเล่าไป ผมก็ยังอมยิ้มอยู่เลยครับ เวลาผมจับได้ของขวัญอะไรในงานโรงเรียน เช่นพวกตุ๊กตาผมก็จะเอาไปให้เธอเป็นประจำ จนจบ ม ต้น เราก็แยกย้ายกันครับ เมื่อผมเรียนจบในระดับอุดมศึกษา ก็ได้ไปทำงานที่มันไกลบ้านมากๆ นานๆทีถึงจะกลับบ้าน ซึ่งในระหว่างนั้นผมก็ได้มีแฟนเรียบร้อยนะครับ (เน้นย้ำแฟนนะครับยังไม่ได้แต่ง) ต่อมาเมื่อผมมีวันหยุดผมก็มักจะกลับบ้านแล้วก็ได้มาเจอกับเธออีกครั้งหนึ่งครับ ซึ่งความรู้สึกเดิมของผมมันกลับมาหมดเลย ผมรักเธอจากใจจริงครับ แม้เธอจะไม่มีทีท่าสนใจผมสักนิด แต่ผมก็มีความสุขกับสิ่งต่างๆที่ผมทำให้เธอ แม้เธอจะชอบเล่าเรื่องคนที่เธอชอบให้ผมฟัง ใจจริงผมแทบจะขาดใจแต่ผมก็ตอบได้แค่อืมๆ แม้ผมจะทุกข์แต่ถ้าเห็นเธอเป็นสุข ผมก็สุขใจครับ ผมจึงอยากถามพี่ๆว่าผมควรทำต่อไปยังไงดี ผมควรบอกเลิกกับแฟนผมมั้ย หรือว่าผมควรจะหายไปจากเธอ ส่วนตัวผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรแต่ผมอัดอั้นเหลือเกินครับ อาจเป็นเพราะเป็นความชอบที่ผมฝังใจมาตั้งแต่เด็ก ผมควรทำอะไรต่อไปดีครับ
2
ปัญหาชีวิต
เราไม่ได้อยากเป็นเมียน้อย
เราเป็นเมียน้อยเราไม่ได้ต้องการที่จะเป็นแบบนี้เราพยามเดินออกจากชีวิตของเขายิ่งเดินหนีเขายิ่งตามเรามากขึ้นเพราะเขาอยากมีลูกภรรยาเขามีลูกให้ไม่ได้จนวันนึงภรรยาเขารุ้ความจริงเขารับไม่ได้เกลียดเรามากเขียนด่าเราแต่เขคงอยากระบายเราก็เข้าใจน่ะแต่มันอยู่ในที่ทำงานเดียวกันเราอึดอัดมากแต่ทางฝั่งผู้ชายเขาก็อึดอัดไม่แพ้เราทุกๆคนมีความทุกต้นเหตุเพราะเราเรากำลังไปหาสมัครที่อื่นเพื่อที่ทางฝั่งผู้ชายและภรรยาของเขาจะได้อยู่กันอย่างสงบสุขเราใช่ชีวิตอยุ่คนเดียวไม่กล้าเล่าให้ใครกลัวคนอื่นผิดหวังในตัวเราเราจึงขอแค่พื้นที่ให้เราได้ระบาย
1
ปัญหาความรัก
ถ้าเราสำคัญ มันคงไม่เกิดปัญหา
เราทะเลาะกับแฟนเรื่องแฟนเก่า มันเป็นปัญหาเดียวที่มักทำให้เราทะเลาะกัน ล่าสุด เราตัดสินใจขอเลิก เพราะรู้สึกว่าแฟนคุยกับแฟนเก่า เราขอดูมือถือ ปกติเค้าไม่เคยขัดขืน แย่งจากมือเราท้าให้โทรถาม ถามหน่อย ถ้าคุยกันอยู่ คุณจะกล้ายอมรับกับเรามั้ยว่าคุย .. แฟนขอโทษและขอให้เราสบายใจ พร้อมจะบล็อกแฟนเก่าทุกทาง แต่คุณาวแล้วมั้ย.. ต่อให้เค้าทำอะไร เรายอมรับว่าเราไม่เชื่อใจเค้าอีกแล้ว .. เราอยากเลิก เรารู้ว่าเราต้องเสียใจ .. แต่เราไม่อยากระแวงอีกต่อไปแล้ว เลิกคือสิ่งที่ดีที่
3
ปัญหาด้านการเรียน
รู้สึกท้อครับ
ตอนนี้ผมอยู่ ม.6 ครับ และจะมีการสอบในเดือนหน้า คือ ช่วงนี้จะเป็นช่วงเด็กเขาเก็บเนื้อหาการเรียนหมดแล้วฝึกทำข้อสอบกัน แต่ผมยังเก็บไม่หมดทุกวิชาเลยครับ (ฝึกทำแค่บางวิชาเองเช่น อังกฤษ ไทย และ ญี่ปุ่น) ผมเล็งที่จะเข้า มศว.มนุษยศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่นครับ ครับ เอาจริงๆ ผมพึ่งจะมาจริงจังช่วงเดือน ปลายเดือน พ.ย. ปีที่แล้วเองครับ ทำให้ต้องเร่งสปีดตัวเอง ช่วงนี้อ่านหนังสือดึกแทบทุกคืน แต่วันนี้รู้สึกไม่ไหวครับ พอทำ 9 วิชา อังกฤษ แล้วมันก็ท้อครับ เพราะมันยากมาก ไหนจะมีสอบ Onet ที่มีวิชาไม่ถนัด 2 ตัวอีก คือ คณิตกับวิทย์ พูดตรง ๆ ว่าแรกก็มั่นใจว่าตัวเองจะติด เพราะคะแนนตอนฝึกทำข้อสอบ ถือว่าดีอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะไปแข่งขันกับใครได้มั้ย ตรง ๆ เลยก็คือตัวเองจะติดมหาลัยและคณะที่ตัวเองหวังไว้หรือเปล่า ผมรู้ดีว่ามีคนหนักกว่าผม แต่ยังไง ผมก็ไม่ไหวมันเหนื่อยและท้อแท้ใจมากครับ
1
ปัญหาชีวิต
เราเป็นสับสนทางเพศมาก
เรามีความสับสนเรื่องเพศอย่างแรงค่ะ เพศสภาพ รสนิยมทางเพศ เพศที่รับรู้ เพศที่แสดงออก เหมือนมันอธิบายยากแต่เอาเป็นว่าเราจะแบ่งตามนั้นเพื่อให้เข้าใจง่ายๆนะคะ ข้อมูลเรื่องเพศที่ทำให้เราสับสน มันคือเราเองทั้งหมด<div><br></div><div>เพศสภาพ : เราเป็นผู้หญิง</div><div>รสนิยมทางเพศ : ไบเซ็กชวล</div><div>เพศที่อยากจะเป็น : ชาย</div><div><br></div><div>แปลกไหม เราเป็นหญิงที่อยากจะเป็นผู้ชายค่ะ แต่! ไม่ได้สมชาย รสนิยมหลายอย่างเป็นอย่างผู้หญิงค่ะ ง่ายๆถ้าเป็นผู้ชายเราคงเป็นเกย์ออกสาว แต่มีมุมที่แมน และมีมุมที่สาวด้วย เราสับสนค่ะ อยากเป็นผู้ชายที่แต่งหญิงได้ งั้นเป็นผู้หญิงอยู่แล้วน่าจะสมเหตุสมผลแล้วหรือเปล่า แต่ใจรู้สึกว่าคัวเองเป็นชาย กระนั้นก็ยังสนใจจะแต่งหน้า สนใจของน่ารัก และสนใจทั้งหญิงทั้งชาย ตกลงเราเป็นอะไรกันแน่ มันชักจะสับสนหนักขึ้นเรื่อยๆ้วค่ะ แล้วก็…พูดตรงๆต่อให้เราเป็นชายออกสาวเราก็คงเป็นฝ่ายรุก แปลกอีกมั้ยคะ? เหมือนผู้หญิงที่ต้องการแปลงเพศเป็นชายเพื่อจะเป็นสาวเสียบแล้วมีภรรยาอ่ะค่ะ</div>
2
ปัญหาชีวิต
ไม่เข้าใจตัวเอง เหนื่อยกับการใช้ชีวิตกับการแข่งขัน
สวัสดีค่ะ เราไม่ค่อยเข้าใจตัวเองเท่าไหร่ค่ะเราพยายามที่จะปรับตัวพยายามให้เวลากับตัวเองมากขึ้นพยายามใส่ใจตัวเองเพื่อที่จะให้ตัวเองได้เข้าใจตัวเอง เรารู้สึกไม่ชอบตัวเราเองบ้างเวลาก็รู้สึกเกลียดตัวเองเลยแหละ เราชอบหงุดหงิดกับเรื่องบางเรื่องทั้งที่เราไม่อยากหงุดหงิดกับมัน อย่างเช่นเรื่องแม่เราไม่ได้เกลียดแม่นะเรารักแม่เรามากๆเละแหละแต่เวลาเราอยู่ใกล้แม่เมื่อไหร่เราชอบหงุดหงิดเราชอบทำตัวเหวี่ยงใส่อารมณ์พูดไม่ดีกับแม่ทั้งๆที่เราก็ไม่อยากที่จะทำแบบนั้นกับแม่เราอยากคุยดีๆกับแม่เหมือนเมื่อก่อน เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราหงุดหงิดอะไรแต่อยู่ดีๆมันก็จะหงุดหงิดขึ้นมาเอง ไม่ใช่แค่เรื่องแม่เรื่องเดียวกับเพื่อนก็เป็นเหมือนกัน เรารู้สึกไม่พอใจในตัวเอง เรารู้สึกเรายังไม่ดีพอเรารู้สึกเหนื่อยเรารู้สึกไม่ชอบในตัวเอง เรารู้สึกเหนื่อยกับการใช้ชีวิตเพราะการใช้ชีวิตของเรามีแต่การแข่งขัน เราต้องแข่งขันกับตัวเองต้องแข่งขันกับเพื่อนกับคนอื่นเพื่อที่จะให้ตัวเองมีคุณค่า เราเป็นลูกคนเล็ก เราอยากเป็นนักร้องเราชอบการร้องเพลงเราเสียงดีนะ แต่เราไม่กล้าแสดงออก ต่างจากพี่เราพี่เรากล้าแสดงออกพี่เราเสียงดีเล่นดนตรีเป็นเวลาประกวดอะไรพี่เราก็จะชนะตลอดพี่เรามีคนรู้จักเยอะมีเพื่อนที่ดีมีเพื่อนเยอะ แต่สิ่งที่พี่เราไม่เก่งคือการเรียน พี่เราเรียนไม่ค่อยเก่ง ซึ่งต่างจากเราเราเล่นดนตรีไม่เป็นเราไม่กล้าแสดงออกเราไม่ชอบประกวดอะไรต่างๆ แต่เราเรียนเก่ง ซึ่งมันทำให้เราต้องแข่งขันกับคนอื่นแข่งขันกับทุกคนแข่งกันเรียนเราต้องตั้งใจเรียนให้มากเราต้องทำเกรดให้ดีเพราะถ้าเราเรียนไม่เก่งหรือเกรดไม่ดีเราก็ไม่มีค่าเพราะนี่เป็นแค่สิ่งเดียวที่ทำให้แม่สนใจเราได้ เรารู้สึกเหนื่อยมากบ้างที่เราก็คิดนะว่าเราขี้อิจฉาเพราะเราชอบเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น จนทำให้การใช้ชีวิตของเรามันเป็นเรื่องที่เหนื่อยสำหรับเราเหลือเกิน บางทีเราก็คิดนะว่าเราอยากหายไปในที่ไม่มีใครหาเราเจออยากหายไปจากโลกนี้เพราะเราเหนื่อยเหลือเกิน เรารู้นะว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะตัวเราเอง แต่เราไม่รู้ว่าควรที่จะแก้ยังไงดี ขอบคุณที่ให้พื้นที่เราระบายนะ ขอโทษที่ระบายเยอะเกินไป
2
ปัญหาชีวิต
แบบนี้เรียกว่าโรคจิต หรือโรคซึมเศร้ารึป่าวคัป??
สวัสดีคัป....คือผมมีอาการ หงุดหงิดง่ายมากเลยใครพูดอะไรนิดหน่อยที่เป็นเหมือนคำแซวคำหยอกเย้าผมก็จะเก็บมาคิดมากไปหมดทุกเรื่องเลย.....คิดจนนอนไม่หลับปวดหัวหนักเลย....ต้องบอกก่อนคัปว่าผมทำอาชีพเปิดร้านตัดผม เวลามีเพื่อนมาตัดแล้วแซวว่าตัดเหว่งมั่งไม่เท่ากันมั่ง ทั้งๆที่รุ้ว่ามันเเซวเล่นแต่ผมจะเก็บมาคิดมากตลอดทุกเรื่องเลย!!! ส่วนอีกเรื่องผมเคยมีเรื่องมีราวกะเพื่อนที่เรียนด้วยกันนานมากแล้วเป็น10ปีแล้วพอเจอหน้ามันเเค่ผ่านๆปมรุ้สึกเกลียดมากโมโหมากมีความรุ้สึกอยากฆ่ามันให้มันตายไปเลยคิดแบบนี้บ่อยมากไม่รุ่เป็นเพราอะไรทั้งๆที่เรื่องมันก็ผ่านมาเป็น10ปีแล้ว ผมถึงขนาดเอามานอนคิดเลยว่าจะทำยังไงให้มันตายๆำปซะคิดจนแวดหัวมากคือผมไม่รุ่ว่าตัวผมเองเป็นอะไรผมไม่อยากเครียดเรื่องพวกนี้เเล้วอยากตายเหมือนกันนะแต่ยังไม่กล้า #คือความรุ้สึกผมคือไม่อยากคุยกับใครัหมือนอยากอยุ่ในห้องมืดๆคนเดียวแบบนี้ทุกวัน
1
ปัญหาชีวิต
กลัวว่าจะเป็นโรคซึมเศร้า
สวัสดีค่ะทุกคน เรามีปัญหาจนตอนนี้เราเครียดมากๆ ไม่อยากใช้ชีวิตต่อแต่ก็ไม่ได้อยากจะฆ่าตัวตาย มันเกิดขึ้นเพราะเราเอง เรารู้จักกลุ่มๆนึงผ่านทางโซเชียลแล้วคุยกัน วันนึงคนในกลุ่มนั้นเขาขอให้ทุกคนแนะนำตัวและบอกอายุ เราโกหกอายุเพื่อที่จะไก้คุยกับคนในกลุ่มได้อย่างสะดวกขึ้น เราเป็นคนที่ค่อนข้างหยาบคาย เลยคิดว่าถ้าบอกอ่ยุจริงๆไปไม่น่าจะพูดคำหยาบได้ อันนี้คือความโง่ของเราเอง ไม่คิดหน้าคิดหลัง จนวันหนึ่ง เหมือนมีคนในกลุ่มเขารุ้ความจริงว่าเราโกหกอายุ เพราะเพื่อนเราบอก แต่เขายังเก็บเอาไว้ไม่บอกใคร จนวันนึงเรามีปัญหากับครอบครัวว่า เราติดมือถือมากกเกินไป บอกให้ลีฟกรุ้ปนี้ คบเพื่อนดีๆ เราเลยอารมณ์เสียมาก แต่ไม่อยากบอกว่ามีปัญหากับครอบครัว เลยไปบอกคนในกลุ่มนั้นว่า มีปัญหากับแฟน แต่สุดท้าย คนนึงเขาก็ไปถามเพื่อนเรา แล้วเพื่อนเราเขาก็บอกว่าเราไม่มีแฟน ทีนี้เราเลยโดนหนักเลย เขาลากเราเข้ากรุ้ปแชทที่มีคนที่รู้เรื่องประมาน6-7คน ตอนนั้นเราเครียดมากไม่รู้จะทำยังไง เขาให้เราเล่าทุกอย่าง สารภาพทุกอย่างออกมาให้หมด เราเลยสารภาพไป โดนทุกคนติเตือน ดุ ว่า มาเยอะเลย และเราก็มีปัญหาเรื่องเพื่อนกับครอบครัวทุกอย่างถ่าโถมเข้ามาไม่หยุด เพื่อนแอบไปตั้งแชทไลน์โดยที่ไม่มีเรา อันนี้โคตรเศร้า และเราก็เป็นคนงี่เง่า ขี้เหงา ชอบวอแวคนอื่น ชอบขอคอลกับเขาโดยที่ไม่รู้ว่าเขาจะชอบไหม ตอนนี้รุ้สึกแย่มากๆค่ะ ไม่รุ่จะมองหน้าเพื่อนติดไหม หรือ กล้าเข้าไปคุยในกลุ่มนั้นอีกไหม

มุมมองมาใหม่ล่าสุด

0 | 42

ความจริงที่ว่าเราทุกคนเป็นคนดี แต่ ...

เป็นคนดี" ในความหมายคือการทำดีกับตัวเองนั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะด้วยความคิดหรือการกระทำที่เราคิดว่ามันจะสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งที่เราคิดหรือกระทำมันไปทำให้คนอื่นเสียประโยชน์ คนเหล่านั้นก็จะมองว่าเราเป็นคนไม่ดีทันที สิ่งที่จะบอกคือคำว่าดีหรือไม่ดีมันก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนว่าใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อะไร จะมองมุมไหนมันก็ถูกต้องทั้งนั้น ถ้าเราทุกคนสนใจเลือกที่จะทำแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ก่อน วันนึงเราคงใจกว้างมากพอที่จะสร้างประโยชน์ให้คนอื่นที่นอกจากตัวเองด้วย ส่วนใครจะไม่เข้าใจหาว่าเราเป็นคนไม่ดีก็คงต้องปล่อยไปเพราะทุกคนต่างก็เป็นคนดีในแบบของตัวเองอยู่แล้ว
1 | 1133

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม..

พึ่งพาเพื่อเอาตัวรอดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรในอดีต มนุษย์ถ้ำช่วยกันทำมาหากิน ผลัดเวรกันเฝ้าบ้าน เฝ้าที่อยู่ เฝ้าทารก ความเป็นสัตว์สังคมช่วยทำให้เผ่าพันธุ์ของเราอยู่รอดจนกลายมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่บนสุดในห่วงโซ่อาหาร จวบจนปัจจุบัน ความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความเป็นมนุษย์ให้ยืนหยัดและก้าวหน้า เราเปลี่ยนจากมนุษย์ถ้ำในอดีต มาเป็นมนุษย์แห่งยุคโลกาภิวัตน์ เราเปลี่ยนจากการล่าสัตว์เพื่ออยู่รอด มาเป็นการทำงานเพื่อเก็บสะสมเงิน แต่กระนั้น การเข้าสังคมของพวกมนุษย์มีความเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามอย่างน่าหนักใจ มนุษย์เริ่มมีการแบ่งแยกชนชั้น และการจำแนกพวก เริ่มมีวรรณะ เริ่มมีความรวยจน เริ่มมีการตัดสินบุคคลที่ไม่เหมือน เริ่มมีการกลั่นแกล้งผู้ที่ด้อยกว่า ที่กล่าวมาอาจเป็นภาพใหญ่ไปเสียหน่อย อยากจะย่อยให้สังเกตได้ในสังคมเล็กๆที่เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียนหรือในที่ทำงาน การแบ่งแยกและการเหยียดกันเพื่อไต่เต้า การเหยียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองเพื่อก้าวไปสู่บันไดสังคมขั้นที่สูงกว่ากลายเป็นเรื่องปกติ ในโรงเรียนที่ดูเป็นที่ที่ปลอดภัย สังคมประดิษฐ์เพื่อเตรียมเด็กคนหนึ่งให้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เราพบการกลั่นแกล้งมากมายของเด็กตัวเล็กจนกระทั่งวัยรุ่น การล้อเลียนและการด่าทอพบได้ทั้งในเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง จากบทความในเว็บไซต์ education.com กล่าวถึงสาเหตุหลักในการล้อเลียนว่า ผู้ชายทะเลาะเพื่อแสวงหาการยอมรับในหมู่เพื่อนโดยใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ในขณะที่ผู้หญิงทะเลาะเพื่อแสวงหาความมั่นใจในการเข้าสังคมผ่านคำพูดและการเสียดสี ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งจะรู้สึกชนะและได้รับความรู้สึกถึง ‘ความเหนือกว่า’ มองในภาพรวมจะเห็นว่าเป็นข้อดีของคนที่กลั่นแกล้งที่จะได้รับความมั่นใจนั้นติดตัวกลับไป แต่เป็นข้อเสียของคนที่ถูกกระทำที่จะรู้สึกกดดันและรู้สึกด้อย ตัดภาพมาในสังคมการทำงาน เหมือนความเป็นผู้ใหญ่จะทำให้คนรักษาการแสดงออกที่ไม่สุภาพทางกายออกไปได้ แต่หารู้ไม่ว่าการเหยียบและเหยียดกันในสังคมทำงานแยบคายและซับซ้อนกว่ามาก เราไม่สามารถแสดงออกได้ตรงๆแบบเด็กตัวเล็กๆในโรงเรียน ในโลกของการทำงานที่ทุกคนสู้เพื่อตัวเองและความเป็นมิตรแท้หาได้ยาก เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโรคซึมเศร้าและการดิ่งในอารมณ์ของมนุษย์ออฟฟิศ โลกของการทำงานไม่มีครูบาอาจารย์คอยควบคุมกฎ หลายครั้งไม่เหลือช่องว่างให้ผู้ใหญ่คนนึงทำพลาดและล้มเหลวได้เลย ดราม่าในที่ทำงานหลากหลายนานาประการทั้งความอิจฉาและการเสแสร้ง เป็นเรื่องที่ได้ยินทั่วไปในวงเหล้าของผู้ใหญ่อย่างไม่น่าสงสัย ประกอบกับความเครียด ความกดดัน และความรับผิดชอบมากมายที่ต้องแบกรับ ไม่ได้ทำให้โลกแห่งการทำงานของผู้ใหญ่สนุกขึ้นเลยเมื่อมองภาพรวม ทุกคนล้วนเหยียดกันเพื่อหาพวก เหยียบกันเพื่อไต่เต้า เพื่อขึ้นไปบนห่วงโซ่ในหมู่มนุษย์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด คุณเหลืออะไรไว้ด้านล่างบ้างนอกจากความเสแสร้งและความไม่จริงใจ? บางทีเราอาจต้องลองกลับมาทบทวนตัวเองกันเสียใหม่ ความเป็นสัตว์สังคมที่เคยช่วยให้เรารอดมาตั้งแต่อดีต บัดนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการอวดอ้างและจอมปลอม บทความนี้ไม่ได้พูดถึงกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะ หากแต่เป็นการสังเกตการณ์ผ่านสิ่งที่เห็นรอบข้างและภาพใหญ่ที่เผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังมุ่งไป ทุกคนกำลังสับสน และความจริงใจต่อกันอาจจะกลายเป็นมีค่ามากกว่าทองคำ โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าอะไรดี ในอนาคตเงินตรา ธนบัตรและเหรียญอาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin มนุษย์กลับหันหลังให้แก่กันและช่วงชิงผลประโยชน์ทุกอย่างที่หาได้เพื่อตัวเอง แล้วความมั่นคง ความรัก และความจริงใจ ทำไมเหือดหายไปจากพวกเรากันเล่า? เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตเราสบายขึ้น อุปกรณ์ใช้สอยอำนวยความสะดวกเรามากขึ้นมากว่าแต่ก่อน ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ต้องพยักหน้าตอบตกลงกับสังคมแห่งการเหยียดนี้แต่อย่างใด อยากให้ทุกคนเข้าใจและร่วมกันแก้ไข เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นแม้จะเล็กน้อยมากเพียงไหนก็ตาม ในวันที่โลกมีอัตราข่มขืนเพิ่มขึ้น ยังคงมีกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์สตรี ในวันที่โลกมีการเหยียดสีและเหยียดเพศ ยังคงมีสมาคม LGBT และการสอนถึงการยอมรับความแตกต่าง ในวันที่ช่องว่างความรวยจนเพิ่มขึ้นอย่างหน้าหนักใจ ยังมีมูลนิธิและองค์กรเพื่อสังคมมากมายให้มองเห็น ในวันที่หลายคนเลือกที่จะเมินเฉย เหยียด และเหยียบกันอยู่นั้น ยังคงมีคุณที่เลือกที่จะเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และการกระทำได้ คราวหน้าหากเราจะตัดสิน ดูถูก หรือเหยียดหยามคนอื่น ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ให้ลองหยุดความคิดและความบาดหมางนั้นไว้สักครู่ ร่วมด้วยช่วยกัน ให้มนุษย์ยังคงเป็นสัตว์สังคม ที่ร่วมด้วยช่วยกันเพื่ออยู่รอดไปด้วยกันด้วยเทอญ -- www.moom-mong.com มุมมอง สังคมแห่งความเข้าใจ แหล่งกำลังใจไม่จำกัดจากคนไทย เพื่อคนไทย
1 | 74

แค่เสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนแปลง

าตีหนึ่งแล้ว ชั้นอยากจะเขียนอะไรสักอย่างหนึ่งจากหลายวันที่ผ่านมาที่ตัวชั้นเองสับสนวุ่นวายใจ หลังจากที่กลับมาจากเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีน ชั้นก็วางแผนขอทุนเรียนป.โทต่อทันที เพราะชั้นยังไม่อยากทำงาน ยังอยากไปเผชิญชีวิตด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทุนนั้น ถึงชั้นทำใจไว้แล้วส่วนหนึ่ง แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันก็จุกอกเหมือนกัน ตอนนั้นชั้นรู้สึกเคว้งคว้าง จิตตก นึกท้อถอย บางทีชั้นก็เบื่อตัวเองที่เป็นนี้เหมือนกันนะ แต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไง เพราะบางทีชั้นก็ไประรานคนอื่นด้วย ทำให้เค้ารู้สึกรำคาญ เข้าเรื่องต่อ เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ชั้นฮึดกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจจะหางานทำที่ประเทศไทย มีหลายบริษัทเรียกชั้นไปสัมภาษณ์หลายแห่ง ชั้นปฎิเสธไปบ้างตอบรับไปบ้าง ที่ทำอย่างนี้ เพราะชั้นกลัวและดูถูกตัวเอง ชั้นคิดว่าความสามารถของตัวเองคงจะทำงานให้บริษัทไม่ได้ จนกระทั่งชั้นเจองานที่คิดว่าทำได้ เลยส่งใบสมัครไปดู หลังจากนั้นบริษัทก็ให้ชั้นลองทำแบบทดสอบ ด้วยประสบการณ์ด้านงานอันน้อยนิดของชั้น แบบทดสอบของชั้นก็เลยไม่ผ่าน เอาล่ะ เริ่มจิตตกอีกแหละ เคว้งคว้างอีกแหละ เบื่ออีกแหละ เหมือนวงล้อที่เราไม่คิดว่าจะหมุนมาเจอช่องคะแนนน้อยๆ อีกหรือจับสลากได้แต่ของห่วยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็จะให้ทำไงได้ล่ะเนอะ ชะตาก็คือชะตา ครั้งนี้ชั้นรู้สึกแย่นานว่าครั้งก่อน แล้วเวลาก็ผ่านไปราวกับถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ชั้นลุกขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ชั้นจะไม่ดูถูกตัวเอง ชั้นไปสัมภาษณ์ทุกบริษัทที่เรียก และแล้วก็มีบริษัทหนึ่งเรียกชั้นเข้าทำงาน ชั้นดีใจมากและตอบรับทันที แต่ใครจะไปนึกเล่าว่าไปทำงานได้แค่สองวัน ชั้นก็ต้องออก เหตุผลก็คือชั้นได้รับรู้ถึงความไม่มั่นคงของบริษัท ระบบการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ หัวหน้าที่ไม่ฟังเหตุผล เอาตัวเองรอด และทุกคนในทีมที่ลาออกพร้อมกันในวันเดียว ชั้นรู้สึกมึนๆอยู่เหมือนกันตอนเดินออกมา อะรไว่ะ ทำงานที่แรกก็ออกเร็วขนาดนี้เลย เหอะๆ หลังจากนั้นชั้นก็หางานต่อและคิดว่าเลือกงานที่อยากทำจริงๆ และเหมาะกับตัวเองดีกว่า ไม่งั้นก็ต้องเจอแบบนี้อีก ชั้นจึงได้ยื่นใบสมัครสายงานที่ตรงใจชั้นที่สุด ขณะเดียวกันชั้นก็คิดว่านี่จะเป็นการหางานครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่ว่าชั้นท้อนะ แต่ว่าชั้นแค่คิดว่ามันยังไม่ใช่ช่วงเวลาของชั้น และชั้นควรไปศึกษาหาความรู้ต่อดีกว่า บริษัทแห่งสุดท้ายเรียกชั้นเข้าสัมภาษณ์งาน ซึ่งวันนัดสัมภาษณ์งานก็คือวันนี้นี่เอง ก่อนหน้านั้นชั้นแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก อาบน้ำ ดูรายการทีวี และก็เข้านอน ราวกับว่าชั้นปลงจากทุกสิ่งอย่าง ไม่ได้รู้สึกเครียดหรือรู้สึกอะไรเลย แค่ตื่นเช้าไปสัมภาษณ์งานเท่านั้น ช่วงแรกของการสัมภาษณ์ชั้นนั่งทำแบบทดสอบอย่างเงียบงัน อาจจะมีเกร็งบ้างตอนสัมภาษณ์กับฝ่ายHR แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี พอถึงช่วงบ่ายชั้นถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์กับบก. ชั้นไปนั่งอยู่ต่อหน้าเค้า สบตากับบก. แล้วเค้าก็เริ่มอธิบายงานที่ชั้นต้องรับผิดชอบ ช่วงนี้เค้าพูดอยู่นั้น ชั้นรู้ตัวเลยว่างานนี้ความรับผิดชอบสูงกว่าที่ชั้นคิดไว้มาก ชั้นนั่งมองหนังสือตัวอย่างของบริษัทสลับกับพิจารณาความต้องการของตัวเอง ชั้นนึกถึงสิ่งที่อยากจะทำจริงๆ กับความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ตรงหน้า สุดท้ายแล้วชั้นควรเลือกอะไร นี่เป็นสิ่งที่ชั้นต้องการนี่งานในอุดมคติ สมองสั่งให้ชั้นพูดออกไป แต่ใจสั่งให้ชั้นปิดปากเงียบ เห็นมั้ย ชั้นมีสิทธิ์เลือกได้ด้วยเหรอ เหอะๆ หลังจากนั้นชั้นก็บอกลาบก. อยากจะขอโทษเค้าเหมือนกันนะที่ทำให้เสียเวลากับชั้น ชั้นเดินจากมาเพราะไม่อยากไม่มีเวลาให้กับสิ่งที่ชั้นอยากจะทำ และชั้นรู้ตัวว่าไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่นี้ได้ ชั้นยังไม่แกร่งขนาดนั้น นี่สินะ ที่เรียกว่า รู้จักประมาณตน มีคนที่เหมาะสมมากกว่าชั้น ชั้นไม่อยากเสียเวลาอีกแล้ว ขอเดินต่ออีกหน่อยล่ะกันนะ
1 | 56

ความเปลี่ยนไปที่หมู่บ้าน

ความเปลี่ยนไปที่หมู่บ้าน เช้าตรู่ชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินไปอย่างรีบเร่งเฉกเช่นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา สิ่งรอบข้างเรากำลังเดินเครื่องไปตามกลไกของมันประหนึ่งดูเหมือนว่าชีวิตในชุมชนแห่งนั้นกำลังแยกตัวออกห่างจากธรรมชาติที่บรรพบุรุษได้เก็บรักษาเอาไว้ไปสู่ชีวิตแบบสังคมเมืองเข้าไปทุกวัน “น้ำกระจาย” คือชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในเขตของอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นหมู่บ้านขนาดเมื่อเทียบกับหมู่บ้านข้างเคียงในพื้นที่ซึ่งมีสภาพกึ่งเมืองกึ่งชนบท เพราะการเข้ามาของกระแสการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในต่ำแหน่งที่ดีในทางยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดจึงไม่น่าแปลกใจที่หลายสิ่งหลายอย่างจะถั่งโถมเข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ถึงแม้จะมีวิถีของสังคมเมืองเข้ามาครอบงำชีวิตผู้คนในหมู่บ้านถึงกระนั้นก็ยังมีวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆแกเช่นคนรุ่นปู่รุ่นย่าให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สัมผัสกันอยู่บ้าง แน่นอนห้องครัวของที่นี้ผลิตผลต่างๆยังคงมาจากภาคเกษตรกรรม ถึงแม้คนรุ่นใหม่จะหันหลังให้กับที่ทำกินมุ่งหน้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ธรรมชาติของที่นี้ยังคงมีลมหายใจอยู่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตต่อไป ป่าไม้ ลำธาร สวนยาง ทุ่งนา ยังคงให้ประโยชน์กับต่อคนในชุมชนแห่งนี้ ถึงแม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ได้ทำการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบที่ต้องใช้ปริมาณน้ำคราวละมากๆ เช้าๆคนเฒ่าคนแก่ยังคงมุ่งหน้าสู่ท้องไร่ ท้องนา ป่าสวน แต่คนหนุ่มคนสาวมุ่ง กลับมุ่งหน้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมช่างเป็นวิถีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนุ่มสาวไปจนถึงคนวัยกลางคนบางคนยังยึดอาชืพทำไร่ทำสวนเป็นรายได้หลักของครอบครัว ลำคลองสายหลักและสายเดียวของหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงมีคนเห็นคุณค่าของมันอยู่บ้าง ลำคลองสายนี้มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาเทวดาไหลเรื่อยไปบรรจบกับจบกับคลองพะวง ถึงแม้ว่าผืนป่าด้านบนนั้นจะถูกตัดโค่นแปลงสภาพเป็นสวนยางพาราหรือที่อยู่อาศัย แต่ก็ยังมีพื้นที่ของป่าหลงเหลืออยู่บางส่วนเอาไว้รำลึกถึงวันวานของถิ่นนี้ได้ พื้นที่ส่วนหนึ่งบนนั้นถูกเจ้าของขายให้กับนายทุนเพื่อตัดหน้าดินขายเอาไปถมที่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เวลาใกล้เที่ยงผมแวะกินข้าวที่สำนักสงฆ์เทือกเขาเทวดาได้ชมทิวทัศน์ที่แปลกตาไปอีกมุมหนึ่ง จังหวะหนึ่งได้นั่งคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งที่นำเอาอาหารมาถวายพระแกเล่าถึงความหลังครั้งเก่าให้คนรุ่นหลานอย่างผมฟังว่า อยากให้ธรรมชาติเป็นเหมือนดั่งเมื่อก่อนที่อุดมสมบูรณ์ถึงไม่มีเงินก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าการมีเงินมากแค่ไหนก็อยู่ยากในภาวะที่ธรรมชาติล่มสลาย เพราะเงินซื้อทุกสิ่งไม่ได้นั้นเอง ยายคนหนึ่งเล่าว่าสมัยก่อนเวลาเดินทางกลับจากไร่จากสวนในตอนเย็นแก่ๆ ระหว่างทางกลับบ้านจะมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตที่เพิ่งเก็บมาจากไร่สวนกันไปตลอดทางเป็นวิถีแห่งการแบ่งปั้น ซึ่งไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่สักกี่คนที่จะสืบทอดวัฒนธรรมที่ดีงามเหล่านี้เอาไว้ ตกเย็นผมเดินลงมาจากสำนักสงฆ์เขาเทวดาโดยใช้เส้นทางสันเขาเส้นทางค่อนข้างสะดวกสบายกว่าแต่ก่อนเยอะ เหตุเพราะมีสำนักสงฆ์แห่งนี้มาตั้งอยู่นั้นเอง ทางเดินมาสุดตรงเนินเขาอีกด้านหนึ่งตรงกับหอสมุดกาญจนาภิเษกอยู่เบื้องงหน้าใกล้จนมองเห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านใช้ลานจอดรถเป็นสนามฟุตบอลพลาสติก ในใจผมก็คิดว่าเป็นภาพที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ฉากเบื้องหลังคืออาหารทางปัญญาคือหอสมุดที่ให้พวกเด็กๆเหล่านี้ได้ใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในด้านต่างๆ เบื้องหน้าคือ อาหารทางร่างกายนั่นก็คือ การออกกำลังกายนั้นเอง ไม่ไกลจากหอสมุดกาญจนาภิเษกเป็นที่ตั้งของสนามชนโดบ้านน้ำกระจาย เห็นคนเดินจูงวัวชนเดินออกกำลังกายกันขวักไขว่ ผมแอบเดาเอาในใจว่าอาจเดินไปแล้วพลางพูดกับวัวชนไปด้วยว่า “รอบนี้ต้องชนะให้ได้เพราะเดิมพันนั้นหลายหมื่นอยู่” อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็คงรู้ผลว่าวัวชนตัวนี้จะชนะหรือแพ้ อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อนผมอยากหาต้นไม้ใหญ่สักต้นหนึ่งเพื่อที่จะนั่งใต้ร่มเงาของให้หายเหนื่อยล้าก่อนที่จะเดินทางต่อเข้าไปยังตัวหมู่บ้าน มีต้นเลียบสูงใหญ่อายุหลายปีอยู่ต้นหนึ่ง พอที่จะเข้าไปอาศัยร่มเงาของมันผ่อนคลายคลายความเหนื่อยล้าได้ บริเวณนี้เคยเป็นสถานีรถไฟเก่าสาย หาดใหญ่ – สงขลา เมื่อสมัยที่ทางรถไฟสายนี้ยังไม่ถูกยกเลิก ผมใช้เส้นทางรถไฟโคยสารไปโรงเรียนในตัวเมืองเป็นประจำ การรถไฟแห่งประเทศไทยมาประกาศยกเลิกเส้นทางรถไฟสายนี้เมื่อ พ.ศ 2521 ผมเห็นเด็กเล็กๆกลุ่มหนึ่ง 4-5 คนพร้อมด้วยฟุตบอลขนาดเล็กเดินมา ณ ลานใต้ต้นเลียบมันกำลังจะกลายเป็นสนามฟุตบอลเล็กๆของหมู่บ้านไปแล้วและต่อไปมันก็อาจจะกลายเป็นอะไรต่อมิอะไรอีกมายมากสุดแท้แต่จะให้มันเป็นไป หากคนเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัยก็จะเป็นการอยูร่วมกันแบบยั่งยืนไม่มีใครเอาเปรียบใคร ผมเดินเรื่อยๆขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนเดินมาถึงป่าช้าของหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันดูไม่น่ากลัวเหมือนในอดีตเพราะมีพระสงฆ์มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าช้าทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นเยอะ พุทธศาสนาไม่เคยห่างหายไปจากจิตใจของคนไทย เช่นกันที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีผู้คนเดินทางมาฟังพระท่านเทศน์ธรรมะอย่างสม่ำเสมอเป็นศูนย์รวมจิตอีกแห่งหนึ่งในยามที่สภาพภายนอกกำลังสับสนวุ่นวาย ตะวันคล้อยหลังไปเยอะแล้วโอกาสเหมาะสำหรับการเดินเล่นกินลมจริงๆ ผมกลับมาใช้เส้นทางสายหลักเพื่อเดินเข้าสู่ตัวหมู่บ้านสองข้างทางเต็มไปด้วยสวนยางพาราที่มีมูลค่ากิโลกรัมหนึ่งไม่สามารถที่จะซื้อก๋วยเตี๋ยวแม้แค่ชามเดียว อ้าว....ผมเจอคุณลุงคนเดิมที่ผมเจอเมื่อตอนเช้าก่อนเดินทางสำรวจหมู่บ้าน ตอนแกออกไปสวน ตอนนี้แกกำลังเดินทางกลับบ้านเลยได้ผมเป็นเพื่อนร่วมทางอีกคน แกบ่นให้ผมฟังว่าปีนี้ฤดูแล้งมาถึงเร็วเหลือเกินพืชผลทางการเกษตรเลยแห้งเฉาตายไปเยอะแกบ่นไปตามประสาของเกษตรกรที่ไม่มีอะไรแน่นนอนบนสังคมบริโภคนิยม เดินมาถึงทางแยกแกเลยขอตัวไปตามทาง ผมเดินนึกอยู่ในใจว่าผมยังโชคดีที่เกิดมายังได้สัมผัสกับบรรยากาศของฝนตกแบบ 3 วัน 3 คืน ไม่หยุด ซึ่งเด็กรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้สัมผัส เพราะเดี๋ยวนี้ฝนมันตกแบบ ตกๆ หยุดๆ นึกถึงทีไรชุ่มชื่นในหัวใจไม่หาย วัยเด็กกับเรื่องน้ำเหมือนที่จะเป็นของคู่กัน ตกเย็นอย่างนี้บรรดาแม่บ้านแม่เรือนทั้งหลายเร่ต่างก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการหากับข้าวกับปลาที่จะมาประกอบอาหารสำหรับมื้อค่ำหลายครัวเรือนที่เป็นคนยุดใหม่ตัดปัญหาความยุ่งยากทั้งปวงโดยการซื้อแกงถุงสำเร็จรูปในราคาถุงละ 20 บาท มีหน้าที่แค่แกะถุงใส่ถ้วยแล้วก็กิน แต่อีกหลายๆครัวเรือนเลือกที่จะปรุงอาหารจากผลผลิตจากผืนดินและท้องน้ำ นั่งล้อมวงกันกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างถึงจะน้อยนิด ผมเดินไปพลางจมูกได้กลิ่นของแกงส้ม ปลาทอด จากกระทะของบ้านใดบ้านหนึ่งละแวกนี้ ช่างเรียกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้ดีจริงๆ กลุ่มพ่อบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ ต่างๆ นานา หลังเลิกจากหน้าที่การงานทั้งในไร่ ในสวนและในเมือง แน่นอนสิ่งที่ขาดไปเสียมิได้ในวงสนทนาคือ “น้ำเมา” บ้านที่พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก หลาน ปู่ ย่า ล้อมวงกันกินข้าวเห็นแล้วเกิดความอบอุ่นในหัวใจ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกหิวข้าวขึ้นมาในทันใดและกระตุ้นให้ผมรีบกลับบ้านไปนั่งล้อมวงกินข้าวกับครอบครัวของผมบ้าง ก่อนนอนในคืนนั้น ผมยังรู้สึกประทับใจกับสิ่งดีๆ กับภาพหลายๆภาพที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของผมที่ผมได้พบเห็นมาวันนี้ เรื่องราวในชุมชนของผมซึ่งคนที่อื่นอาจไม่รู้และไม่มีวันรู้เลย ผมอยากให้ภาพดีๆ เหล่านั้นอยู่คู่กับชุมชนของผมไปอีกนานแสนนาน ณ ที่ “ น้ำกระจาย ”
1 | 103

พลังของคำ "ขอบคุณ"

พลังมากมาย ในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าคุณจะรู้สึก หรือไม่ ก็ตาม แต่ทุกๆครั้งที่เราได้ เอ่ยคำขอบคุณต่อสิ่งใด มันคือการส่งพลังบางอย่างถึงผู้รับ เช่นเดียวกัน คำขอบคุณ สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของเราได้ หากเรารู้สึกขอบคุณกับทุกๆสถานการณ์อย่างซาบซึ้งใจ เราจะพบว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ให้เราได้เรียนรู้มันเสมอ คำ ขอบคุณ สามารถสร้าง ความสุข ให้กับทั้งผู้พูด และ ผู้รับฟัง และคำขอบคุณเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ที่สามารถสร้างความประทับใจและรอยยิ้มได้มากมาย ขอให้เราขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่มีส่วนทำให้ชีวิตของเราดำเนินต่อไปได้อย่างมีความหวัง และขอบคุณพื้นที่แห่งนี้ ที่ได้มีโอกาสเข้ามารับเอากำลังใจจากการแบ่งปันของเพื่อนๆทุกคน ...
0 | 66

วันแม่เมื่อไม่มีแม่

รับตอนรู้ข่าว บุพากรีที่ผมรักที่สุดกำลังจะจากไป ทุกวันนี้ความหวิว ความใจหายยังไม่หายไป เป็นสิบวันแม่แล้วที่ไม่มีแม่ เป็นบทเรียนราคาแพงที่อยากเรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยคำ ตอนรู้ข่าวไม่อยากจะเชื่อ หลอนอยู่นานคิดว่าความจริงกับความฝันสลับกัน กลายเป็นคนอยากนอนเพื่อฝัน อยากลืมวันเวลาและชีวิตจริงๆตอนตื่น เพื่อให้ได้คุยกับแม่ในฝัน เพื่อให้ได้บอกกล่าว พูดคุย ในเรื่องที่ไม่มีโอกาสได้บอก วันแม่หลายปีแรกที่ไม่มีแม่ เป็นความรู้สึกช้อค เป็นความรู้สึกโหวงโหวง และไม่ยอมรับความจริง พอเริ่มทำใจได้ก็เริ่มกลับมาอยู่กับความจริงได้อีกครั้ง แม่จากไปแล้ว และมันคือความจริง ยอมรับในสิ่งที่เกิด และเฝ้าดูวันแม่ผ่านไปอย่างเหงาหงอย มองเห็นเพื่อนๆถ่ายรูปแม่เต็มโซเชียล รู้สึกมีความสุขเวลานั่งเห็นภาพผู้หญิงสายตาอ่อนโยนมีความสุขเวลาลูกนึกถึง คงเป็นภาพที่เราไม่มีโอกาสทำมันอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้แม่คงอยู่ในสวรรค์ หรืออยู่สักที่ที่เราไม่รู้จัก ไม่เป็นไร.. อย่างน้อยการมัวอาลัยกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ย่อมไม่มีประโยชน์ ยังมีหลายคนในครอบครัว และคนสำคัญให้เราดูแล พ่อ พี่ น้อง ครอบครัว และบุคคลต่างๆที่เอื้อหนุนให้เราโตมาจนเลี้ยงตนเองได้ ทุกคนล้วนหวังดีและพร้อมจะอยู่ข้างๆเราเสมอในวันที่อ่อนแอ หลายคนอาจลืมหน่วยเล็กๆที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’ ที่มีหน้าที่อันสำคัญ คือเป็นฐานให้ใจคอยพักพิงเมื่อเจอปัญหารุมเร้าไป ให้วันแม่ที่ไม่มีแม่ เป็นวันที่ระลึกถึง เป็นวันที่เราจะรวมพลังและนึกถึงสิ่งที่เกื้อกูลชีวิตหนึ่งให้ได้โตขึ้นมาสมบูรณ์ แข็งแรง จะกี่วันแม่ที่ไม่มีแม่ ลูกที่คิดได้อย่างนี้ ย่อมชื้นใจ เจริญ และประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แด่วันแม่ที่ผ่านพ้นไป 12 สิงหาคม 2560
0 | 119

เมื่อผมเคยถูกด่าว่า "ทำอะไรไม่ได้หรอก" อ.อุ๊ก็เคยโดนคนพูดว่า "เป็นเด็กไม่มีอนาคต"

ีที่แล้ว TedXChulalongkornU อาจารย์อุ๊ได้ขึ้นพูด (ดูคลิปย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=XIVFyHU79J0 ศรัทธาราคาสิบบาท | อุไรวรรณ ศิวะกุล) ซึ่งหลายอย่างของท่านเหมือนกับผมตอนเด็กๆ เลย มีคนดูถูกมากมาย ซึ่งเร็วๆ นี้ผมได้กลับมาดูคลิปอีกครั้ง ระหว่างนั่งทำงานในร้านกาแฟ ทำให้ผม "แทบจะร้องไห้กลางที่สาธารณะ" ผมก็เคยเจอแบบนี้มาเช่นกัน โดนด่า โดนดูถูกทำนองนี้เลย ทั้ง "เด็กปัญญาอ่อน" "เด็กทำอะไรไม่เป็น" "เด็กสงสัยมาก เด็กขี้สงสัย" "คนเข้าสังคมไม่ได้" "ไม่มีทางเจริญ" และดูตอนนี้ อ.อุ๊ เป็นอย่างไร? จนผมต้องเอาเรื่องนี้ไว้เตือนใจตัวเองบ่อยๆ เมื่อก่อน อ.อุ๊ ตอนเป็นเด็กนักเรียน ก็ไปขอช่วยงานอะไรก็มีแต่คนไม่ให้ แม้กระทั่งงานง่ายๆ ผมก็เคยเป็น ทุกวันนี้ก็ยังมีคนทำแบบนี้กับผมอยู่เช่นกัน ตอนผมโดนพูดทำนองนี้ผมก็เคยน้อยใจ ประมาณตัวผมไม่มีค่า ความดีอื่นๆ ที่ทำสะสมไม่มีคนเห็นเลย แต่พอได้ฟัง TedxTalk อันนี้ ผมก็จะพยายามนึกถึง อ.อุ๊ ตลอด ส่วน Quote ของ อ.อุ๊ ผมชอบมาก "ไม่มีใครเกิดมาดีไปซะหมด ไม่มีใครแย่ไปทุกอย่าง ทุกคนมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง" ตัวผมเองก็เช่นกันต้องเตือนตัวเองตลอด อย่าคิดสั้น ใครเขาจะมองเรื่องไม่ดีก็ช่าง คนที่เข้าใจมองเราในด้านดีๆ ก็เยอะ และถ้าให้มาเขียนข้อดีของตัวเองเทียบกับข้อเสีย ใช้จำนวนกระดาษไม่เท่ากันแน่นอน ข้อดีใช้จำนวนกระดาษเยอะกว่าแน่นอน ขออนุญาติฝากมุมมองก่อนหน้านี้ เผื่อบางท่านยังไม่ทราบว่าตอนนี้ผมเป็นคนอย่างไร เมื่อเทียบกับคำดูถูก : ตั้งแต่เด็กจนโต (ตอนนี้ก็ยังมี) มีแต่คนหาวาผมไม่มีอนาคต เรียนไม่รู้เรื่อง ทำงานไม่รอด แต่ทำไมผมกลับเป็นตรงข้ามคำดูถูก? https://is.gd/Hn78E3 สิ่งดีๆ ไม่ได้ดูแค่เปลือกนอก และไม่จำเป็นต้องด่วนสรุป https://is.gd/Ux2WfF
1 | 91

สิ่งดีๆ ไม่ได้ดูแค่เปลือกนอก และไม่จำเป็นต้องด่วนสรุป

ด้ไม่หมด อันไหนผมปรับไม่ได้จริงๆ จะเลือกอะไร ระหว่างฟังน้ำลายราคาถูกแล้วไม่ทำอะไร หรือจะไม่สนใจแล้วรีดพลังสิ่งที่ดีออกมาให้มาก ย้อนกลับไปช่วงปี 3 และปี 4 ใกล้จะเรียนจบแล้ว ช่วงนั้นมีบางเหตุการณ์ทำให้ท้อจนถึงขั้นอยากจบชีวิตบ่อยๆ ถึงขั้นตอนใกล้จบต้องไปพบจิตแพทย์เลยทีเดียว (ช่วงนั้นใครตาม Twitter ผมก็อาจจะเห็นได้ว่าผมอาจจะเผลอทวีตไปว่า อาจเป็นทวิตสุดท้าย [ผมจำไม่ได้แแล้วด้วยว่าผมลบทวิตเหล่านั้นทิ้งไปแล้วไหม] และมีทวิตที่หดหู่ออกมาบ่อยๆ) ตอนนั้นเรียนก็เครียดนะ แต่ไม่มากเท่าไหร่หรอก ยังถือว่าสนุกอยากไปเรียนทุกวัน แต่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ตัวเองอาจจะไม่มีใครยุ่งด้วยในอนาคต เพราะว่าตอนนั้นสมัครประกวดอะไรก็แพ้ แพ้ แพ้ ไปสมัครขอช่วยงานนู้นนี่ก็ไม่มีใครเอา บางทีทำๆ อยู่ก็เทผมซะงั้น เพราะมาเจอข้อด้อยของผมแล้วก็โฟกัสแต่เรื่องนั้น ดึงผมออกโดยผมไม่ทันตั้งตัวเลย (จนเห็นเพื่อนหรือคนรอบข้างได้รางวัลนั่นนี่เยอะๆ ได้ทำโครงการใหญ่ๆ ผมก็ยิ่งท้อว่าทำไมเราเคยตั้งเป้าอยากเป็นแบบเขา แต่ทำไม่ได้ บางคนก็แซงหน้า บางคนก็มาดูถูกผม) บางทีก็เอะใจทำไมบางคนทำความดีเล็กน้อยแต่มีคนชมมากหนักหนา แต่ผมทำดีเป็น 100 อย่างไม่ค่อยมีคนชม แต่พอทำอะไรไม่ดี ปมด้อยหลุดออกมา อะไรพลาดออกไป คนก็จะมารุมด่าซ้ำเติมทันที เพราะหลายคนเห็นว่าผมเป็นคนไม่มีความสามารถ หรืออาจจะมองข้อด้อยนิดหน่อย (ที่ผมยอมรับว่ามันแก้ยากหรือแก้ไม่ได้จริงๆ) แล้วเหมารวมว่าผมเป็นคนไร้ประสิทธิภาพ แทนที่จะรีดความสามารถ รีด Performance อื่นๆ ที่เหมาะสมออกมา เพื่อกลบจุดด้อย อย่างที่ผมเคยบอกก็เหมือนเราซื้อรถกระบะมาแทนที่จะเอามาขนของตามที่มันออกแบบมาไว้ เราดันเอาไปวิ่งแข่งกับรถแข่งแล้วสู้ไม่ได้ก็เหมารวมว่ารถกระบะมันห่วยนั่นแหละ และอีกอันก่อนเราจะซื้ออะไร เรามักจะหารีวิวก่อน นั่นแหละ ใช่ว่าของที่ขายๆ กันจะดีร้อยแปดพันเก้า มันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันทั้งนั้น เราก็เลือกซื้อเลือกใช้ตามความเหมาะสม แต่กลายเป็นว่าพอเจอเหตุการณ์แบบนั้น สะสมเรื่อยๆ ทำให้ท้อมาก จนเกือบจะไม่อยากมีชีวิตต่อบ่อยๆ แต่ว่าคือตอนเรียนนี่คือเต็มที่เลยนะ แต่ว่าพออยู่บ้านหรืออยู่คนเดียวกับรู้สึกว่ากลายเป็นว่าท้อจนขี้เกียจมากขึ้น เวลาทำงานจิตใจไม่โฟกัสที่งานมากแบบเมื่อก่อน รู้สึกหดหู่ จนบางครั้งก็คือทำให้มันเสร็จๆ ไปด้วยซ้ำ จากที่เมื่อก่อนบางครั้งเรียกได้ว่าไม่สมบูรณ์ (สุดความสามารถเท่าที่ทำได้ แบบรีดพลังออกมาสุดๆ) ก็จะไม่นอน ไม่ไปไหนทั้งสิ้นเลยด้วยซ้ำ พอทำอะไรผิดพลาดก็ถึงขั้นต้องทำจดหมายขอโทษเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียวเพราะรู้สึกผิดมาก แล้วเจ็บใจสุดๆ (ความจริงจังเกินไปในชีวิตยังคงอยู่ด้วยเลยเป็นแบบนี้) จนกระทั่งช่วงใกล้จบได้มีโอกาสไปคุยกับอาจารย์หลายท่าน บางท่านอาจไม่รู้จักผมมาก่อน หรือรู้จักแบบแค่เคยเห็น เคยได้ยินอาจารย์ท่านอื่นเล่ามา แต่พอได้ฟังผมเล่านู้นนี่ให้ฟัง ก็มีออกทะเลจากเรื่องปัญหาชีวิตไปเรื่องคอมบ้าง เรื่องทีวีดิจิตอลบ้าง เรื่องสถานการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยี ณ ตอนนั้นบ้าง จนอาจารย์ก็ตกใจกันและบอกกับผมว่า "อย่างน้อยก็รอบรู้ดี อาจารย์ชื่นชม บางเรื่องเชื่อว่าคนที่เรียนทางสายนั้นโดยตรงอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ" อาจารย์บางคนก็ชมว่า "จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่จิตใจดี และมีความตั้งใจ อดทน คือจากที่ฟังผมเล่ามาว่าเคยทำอะไรมาก่อนก็รู้ได้เลย" เพื่อนผม รุ่นน้องผม ยังมาบอกเลยว่า "ชีวิตเป็นแบบนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว แม้จะไม่สุดยอดแบบคนอื่น แต่อย่าลืมว่ามีคนที่ด้อยกว่าอีกเยอะมาก" บางคนก็บอก "เป็นตัวของตัวเองบ้างก็ดีนะ ชีวิตเรา เราเป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่ต้องทำอะไรตอบสนองความต้องการคนอื่นตลอด" ยิ่งตามคนอื่น ตามกรอบ ก็ไม่ใช่ความเป็นธรรมชาติของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เกิด ทำให้ผมมาย้อนนึกออกได้ว่าทำไมถึงยังมีพวก "เว็บไซต์หรือรายการที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม" แม้จะมีคนด่าว่าไม่ชอบอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทีมงานเขาก็เต็มใจทำแบบนี้ แม้จะมีกลุ่มเป้าหมายไม่กว้างแต่ก็ภูมิใจ เพราะเขาต้องการความแตกต่าง ถ้าทำเหมือนคนอื่นหมดมันก็ไม่มีความแปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เกิด และคนพวกนี้บางคนเขาก็ไม่แคร์คนที่ด่าด้วยซ้ำ บางทีพูดเลยไม่ชอบก็ไม่ต้องเปิด ไม่ต้องดู คอนเสปเราเป็นแบบนี้ ถ้าอยากได้แบบนั้นไปเว็บอื่น รายการอื่น ที่พูดมานี่ก็ต้องการจะบอกว่า คนเราทุกคนไม่ได้ดี 100% หรอก เพียงแต่คุณจะเลือกมองเขาที่จุดด้อยของเขาอันเล็กน้อยเท่ามดตัวเดียวบนจอ 42 นิ้ว หรือว่าจะเลือกเอาสิ่งดีๆ ของเขามาทุ่มกับงานที่เหมาะสม เหมือนกับเอาภาพที่ถ่ายสวยๆ มาอัดขยายใส่กรอบรูปขนาดใหญ่เต็มตานั่นแหละ สุดท้ายขอบคุณอาจารย์ที่เคยคุยกับผมและเข้าใจผม เปิดโอกาสให้ผมได้ช่วยงานนั่นนี่ ทำนู้นนี่ตลอดเวลาที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ (มีหลายท่านชื่นชมหลังได้เห็นการทำงานจริงๆ ด้วย) รวมถึงขอบคุณบุคคลทุกท่านที่ให้โอกาสผมมาจนถึงทุกวันนี้ และสุดท้ายผมก็ได้รางวัลจากคณะก่อนจบการศึกษานั่นก็คือ "รางวัลนักศึกษากิจกรรมดีเด่น" จริงๆ ตอนนั้นต้องขอบคุณเกม GTA San ด้วยที่มีครั้งนึงอยากฆ่าตัวตาย แต่พอมาเล่นเกมนี้แล้วหายเครียดเลิกคิดฆ่าตัวตายเลย (มันได้ระบายอารมณ์ดี เพราะในโลกจริงทำแบบในเกมไม่ได้ 555+ หลายคนอาจจะตกใจว่าผมชอบเกมแนวนี้มากๆ) น่าส่งเมล์ไปขอบคุณ Rockstar ที่มีส่วนช่วยให้ผมมีชีวิตได้จนถึงทุกวันนี้ (ฮา) สรุปคือต้องเมินน้ำลายราคาถูกแล้วรีดพลังสิ่งที่ดีออกมาให้มาก