หน้าหลัก
มุมมอง
ปัญหา

เปลี่ยนรหัสผ่าน



เราดีใจ! ที่แมวของคุณได้บ้านใหม่

บอกบางอย่างกับเพื่อนๆที่ติดตามโพสประกาศของคุณ (สามารถเว้นว่างได้)


ระบายปัญหาของคุณออกมา.. รับคำแนะนำจากเพื่อนๆในสังคมแห่งความเข้าใจ
อ่านมุมมองและประสบการณ์ขีวิตจากเพื่อนๆ.. ร่วมแสดงความคิดเห็นและพูดคุยในแต่ละหัวข้อ
รับพลังงานดีๆจากสังคมมุมมอง.. เข้มแข็งและก้าวไปพร้อมๆกัน ทุกคนพร้อมเข้าใจคุณ
ระบายปัญหาของคุณออกมา.. รับคำแนะนำจากเพื่อนๆในสังคมแห่งความเข้าใจ
อ่านมุมมองและประสบการณ์ขีวิตจากเพื่อนๆ.. ร่วมแสดงความคิดเห็นและพูดคุยในแต่ละหัวข้อ
รับพลังงานดีๆจากสังคมมุมมอง.. เข้มแข็งและก้าวไปพร้อมๆกัน ทุกคนพร้อมเข้าใจคุณ

ปัญหามาใหม่ล่าสุด

โพสปัญหา
1
ปัญหาชีวิต
คนที่เราทนไม่ได้แต่ก็ต้องจำทน
สวัสดีครับ คือตอนนี้ผมมีพี่อยู่คนนึงเป็นคนที่ผมรู้จักผ่านเฟสบุ๊ค ในตอนแรกเค้าก็เป็นคนที่ดีมากๆแบบเหมือนเราคุยได้ทุกเรื่อง ผมสนิทกับเค้ามากๆ ผมกับเค้าต่างมีแฟนอยู่แล้วผมจึงไม่ได้คิดอะไร แต่อยู่มาวันหนึ่งอยู่ๆเค้าก็เปลียนไป เค้ามาบอกชอบผม เค้าริ่มด่าแฟนตัวเองให้ผมฟังผมเองก็ไม่อยากให้เค้าคิดมากก็เลยช่วยให้กำลังใจเค้า ผมเองก็อึดอัดเพราะผมก็รักแฟนผม ผมพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เค้าเลิกมีความคิดที่จะจีมผมทั้งๆทีีผมกับเค้าก็มีแฟนแล้ว ซึ่งในตอนนี้เค้าก็เลิกกับแฟนเค้าเรียบร้อยเพื่อที่จะมาจีบผมได้เต็มที่ซึ่งผมเครียดมากๆจนตอนนี้ต้องหนีไปทำงานอยู่ต่างจังหวัด ผมยังอยากให้เค้าเป็นพี่ที่ดีเหมือนเดิมแต่ทุกครั้งที่เจอกันเค้ามักมีอาการที่ผมเองก็ไม่ชอบและต้องจำทน เหมือนว่าผมไปทำเสน่ใส่เค้ายังไงอย่างนั้น เค้าถึงขั้นบอกว่ายอมตายเพื่อผมได้แต่ผมไม่ต้องการ เค้าถึงขั้นเข้ามาพยายามรู้จักพ่อแม่ผม คือทำทุกทางจริงๆ ผมควรทำยังไงดี ตอนนี้แฟนผมก็เริ่มกังวลเรื่องพี่คนนี้แล้วด้วยครับ
1
ปัญหาความรัก
ปัญหาโลกแตก
ทุกวันนี้คนที่เคยยุ่ด้วย ทะเลาะกันทุกวันเลย แล้วกะชอบขุดขุ้ยเรื่องเก่าๆเอามาพูด พอเราไม่ตอบโต้กะพูดวกวนยุ่แต่เรื่องเดิมๆ บางทีกะไล่เราเหมือนหมา พูดจาว่าเราทุกอย่าง เรากะอุตส่ายุ่เฉยๆกะหาเรื่อง ว่าเราเปนโรคจิต ประสาท สติไม่ดี เราก็เลยคิดว่าเราเปนแบบนั้นไหม พอยิ่งไม่ตอบโต้กะยิ่งด่า เริ่มมีคำหยาบคาย ด่าพ่อมั้งละ ว่าเราไม่จิงใจ ไม่รัก มีแต่คำตอแหล ไม่ใช่ว่าเราไม่เหนว่าเค้าดี แต่เราไม่อยากพูด เรารู้ยุ่ในใจยุ่แล้ว ว่าดีหรือไม่ดี บอกรักเรา แต่ด่าเราเปนกระหรี่มั้ง พอเราด่ากลับกะมีอารมณ์ ด่ากลับกะผิด ไม่พูดเลยยุ่นิ่งๆกะผิด คือไม่รู้จะทำไง ไล่เราเหมือนหมาทุกครั้ง อ้างนู้นอ้างนี้ เราควรทำไงดี เบื่อมาก ทำเหรี๊ยไรกะผิดไปหมดเลย ไม่ได้อยากประจารใครอารัยหรอก แต่เราไม่มีใครให้ระบาย พูดกะเพิ้ลกะหาว่าเราเอาเค้าไปนินทาว่าร้าย แทงข้างหลัง พอให้ด่ากะด่าวนแต่เรื่องเดิมๆ ไม่รักกะไม่ต้องมาด่าหรอก อยากระบายมากกว่านี้นะ อึดอัดมาก ขอบคุณคนที่เข้ามาอ่าน เหนื่อยท้อ เรามันคนไม่ดี
1
ปัญหาสุขภาพ
ความอ้วนที่เอาชนะด้วยตัวเองไม่เสร็จสักที
ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นนะค่ะมันมีประโยนช์ต่อเรามากเลย เราเริ่มมีกำลังใจที่จะทำมากขึ้น ตอนนี้ก้ลดของอย่างเช่น น้ำอัดลมไปได้บ้างแล้วหลีกเลี่ยงที่จะไม่กินมันในบางครั้งที่มันอยากแต่ไม่มากได้ แล้วก้ลองเอาวิธีลดน้ำหนักในเน็ตมาใช้ดู แต่ว่านะทำไมมันไม่ได้ผลเลยอ่ะ T-T บางอันลองทำมันหักดิบเกินไปอ่ะจะลมแดงเอาอ่ะ บางอันก้เหมือนจะไปได้ดีแต่ทำไมมันล้มเหลว แล้วยิ่งตอนออกกำลังกายเราเลือกที่จะ เต้นแทนการออกไปวิ่งนอกบ้าน แต่ก้มีคนในบ้านถามว่า ทำอะไรทั้งๆที่บอกแล้วว่าอย่าทักนะถ้าเห็นหนูเต้นเดินผ่านไปเลย เพราะส่วนตัวเป็นคน ขี้อายมากค่ะ แต่ไม่เคยได้ความร่วมมือเลย เฮ้อ ใครมีวิธีลดน้ำหนักดีๆช่วยบอกด้วยนะค่ะ
2
ปัญหาด้านการเรียน
ความมั่นใจในตัวเอง
สวัสดีค่ะ ขอบคุณที่สละเวลามาอ่านนะคะ ขอเข้าเรื่องเลยแล้วกัน ตอนนี้ดิฉันกำลังมีปัญหาความเครียดจากการทำธีสิสค่ะ ธีสิสชิ้นนี้เป็นการเอาประสบการณ์ส่วนตัวของดิฉันเองมาเล่า ร้อยเรียงผ่านภาพวาด ตอนนี้งานล่าช้ามาก จู่ๆ ดิฉันก็ทำงานไม่ออก คือไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป ไม่มีความรู้สึกอะไรเลยในชีวิตประจำวัน ก่อนหน้านี้ดิฉันมีความมั่นใจเรื่องการวาดภาพ แต่ตอนนี้ความมั่นใจตกต่ำมาก ดิฉันวาดรูปไม่ได้ ทั้งๆ ที่ตอนเริ่มทำงาน ใช้เวลาวาดภาพ 80 หน้าเสร็จใน 3 วัน แต่พอต้องมาปรับแก้ผลงานแล้ว ปรากฏว่าดิฉันคิดอะไรไม่ออกเลย หรือลองวาดก็ไม่สำเร็จ ยิ่งปรับแก้กับอาจารย์ที่ปรึกษาไม่ผ่าน ดิฉันก็ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองไม่เอาไหนเลย ไม่เก่ง และรู้สึกแย่กับตัวเองเรื่อยๆ จนอดทำร้ายตัวเองเพราะไม่ได้ดั่งใจไม่ได้ ความตั้งใจตอนแรกมันถดถอยและหดหาย บวกกับเรื่องที่ทำค้องขุดเอาประสบการณ์ร้ายๆ ในอดีตมาเล่า ยิ่งทำให้ไม่อยากทำงานมากขึ้นไปอีก คิดว่าหลายๆ คนก็คงเคยประสบปัญหาทำนองนี้ตอนทำธีสิสเหมือนกัน มีวิธีรับมือกับตัวเองอย่างไรกันบ้าง อยากขอคำแนะนำด้วยค่ะ
2
ปัญหาชีวิต
หลงทางในชีวิต
สวัสดีและขอบคุณ ทุกคนที่เข้ามาอ่านค่ะ เริ่มต้นด้วย เราเรียนจบมาได้2ปีกว่าแล้ว ด้วยย้อนกลับไปในตอนนั้น เราเป็นคนที่ขยันเลยทำให้ทุกคนมองว่าเรียนเก่ง (จริงๆคือไม่เก่ง คนอื่นอาจจะทำ1 แต่เราต้องทำ2-3เท่า ถึงจะสำเร็จ) เป็นที่รักของอาจารย์ทุกคน เราเป็นคนติวหนังสือให้เพื่อน พาเพื่อนที่ไม่ค่อยตั้งใจให้เรียนจบมาด้วยกัน จนผ่านไป เพื่อนเราก็ไปเรียนต่อนอกกันหมด เหลือเราที่เริ่มต้นชีวิตด้วยการทำงานในบ.เอกชน แห่งนึงที่เราไปฝึกงานไว้ ชีวิตการทำงานปีแรก เราจบจากสาย A แต่เจ้านายให้เราทำสาย B ซึ่งเราก็คิดว่าไม่ชอบ แต่หัวหน้าบอกให้เราลองทำดูไปก่อน ทำไปทำมา 5เดือน หัวหน้าก็ลาออก เพราะได้งานใหม่ (ทิ้งไว้กลางทางเลย ... T_T) เราก็เลยไม่มีหัวหน้า และทั้งแผนก ก็มีเราคนเดียว ... ทางบริษัทเลยส่งคนนึงมา ให้มาช่วยดูงานส่วนนี้ชั่วคราว จากเดิมเคยเลิกงาน เวลา 18.00 กลายเป็น ไม่ต่ำกว่า 20.00 ทุกวัน เพราะพี่คนนี้เค้าจะมาทำงานสายๆ และชอบเริ่มงานทุกอย่างช่วงบ่ายๆ (เคยขอกลับก่อน เพราะอยากกินข้าวเย็นกับที่บ้านเหมือนปกติ แต่เค้าไม่พอใจ บอกให้กินวันอื่นก็ได้ ทำไมต้องวันนี้ ...) พยายามเข้าใจ ว่าเพราะปริมาณงานที่มากล้น และมีมาต่อเนื่อง พอสิ้นปี ด้วยความขยัน (อีกแล้ว 5555) ทำให้เราได้เลื่อนขั้น แต่คงสถานะพนักงานอยู่ 5555 จนทำมาได้ ปีครึ่ง และก็ยังคงกลับบ้านดึกเช่นเคย แม้งานจะไม่ค่อยมีในช่วงต้นปีก็ตาม ทางบริษัทค่อยหาคนมาแทนตำแหน่งหัวหน้าเก่าได้ เราก็ทำสาย B มาได้สักพักและก็รู้สึกว่าไม่ใช่ทาง บวกกับการกลับบ้านดึกด้วย เลยขอย้าย มาทำ สาย A ตามที่เราจบมาและอยากทำ แต่เค้าก็บอกว่าให้เราทำไปก่อน ทำไปต่อ จนเรารู้สึกไม่ไหวทั้งทำสิ่งที่ไม่ชอบ กลับบ้านดึก งานจิปาถะ เครียด กดดัน อะไรหลายๆอย่าง ทำให้เราจากคนที่ขยันมากๆ กลายเป็นคนไม่ค่อยอยากทำอะไร ไม่สนใจงาน ไม่มีเป้าหมายในชีวิต ไปทำงานสายๆ เนือยๆ และคิดจะลาออก พี่อีกแผนก เห็นเราแย่ เลยไปบอกผู้บริหารของฝ่ายเรา แกเลยเรียกไปคุย และ ได้ย้ายมา ทั้งๆที่รู้ว่า หัวหน้าแผนกนี้ เค้าไม่ชอบเรา เพราะ เราเพิ่งเข้ามาทำงาน และได้เลื่อนขั้นเร็ว เค้าไปด่าเราลับหลังว่า เราไปประจบมาถึงได้ ซึ่งมันไม่ใช่เลย แต่เราก็พยายามคิดว่า อันไหนเรื่องจริง ก็จริง อันไหนไม่จริง ก็ไม่ต้องไปโกรธ เพราะมันไม่จริง ที่เรามาอยู่ เพราะอยากได้ความรู้และทำต่อจากสิ่งที่เราเรียนจบมา ถึงจะไม่ชอบเราก็ไม่เป็นไร โฟกัสเรื่องงานก็ได้ แต่มันก็ไม่เป็นแบบนั้น เพราะ พี่เค้าเป็นคนคิดลบ อคติกับทุกเรื่อง อยากให้เราเอาใจ แต่เราทำไม่ได้ เพราะรู้ถึงสิ่งที่เค้าด่าเราลับหลังมา เราเลยให้ใจเค้าไม่ลง เค้าไม่ชอบให้เราไปคุยกับแผนกอื่น เราก็เลยไม่ไป แต่พอเพื่อนแผนกอื่นแวะมาคุยเพราะเคยร่วมงานกันมาก่อน เค้าก็แกล้งมาทวงงานเสียงดังๆ จ้องจับผิดเราตลอด เราเลยรู้สึกอึดอัด บวกกับผลประกอบการบริษัทไม่ดี เค้าเลยholdงานแผนกเราไว้ ทั้งงานที่ไม่มีทิศทาง+คน ทำให้ความรู้สึกเก่ามันย้อนกลับมา ไม่รู้ทำไปเพื่ออะไร เราเลยพยายามหาทางออกจากตรงนี้ เรียนต่อโท เราตั้งเป้าหมายใหม่ให้ชีวิตเพื่อจะได้ไม่รู้สึกแย่ไปกว่านี้ และออกจากที่นี่ได้ คอร์สนี้เราเรียนภาคปกติ กลางวัน และคิดว่าค่อยๆทำงานตอนกะกลางคืน แล้วเอาจ่ายค่าเรียนก็พอไหว เพราะไม่ถึงสองแสน แต่พอไปคุยกับอาจารย์สมัยป.ตรี แกบอกไม่ควรเรียนคอร์สนี้ เพราะมันเหมือนกับตอน ป.ตรีที่เรียนมาเลย สารภาพว่าจริงๆเราก็รู้แหละ แต่คิดว่าไม่น่าจะเหมือนกันมาก บวกกับค่าเรียนไม่แพงมาก เพราะคอร์สอื่น ค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก เราอยากออกจากที่ทำงาน เราก็ไม่รู้ว่าปัญหาที่เราเจอมันมากพอมั้ยที่เราจะออกมา แต่ใจเรามันพังกับที่นั่นมาก เพื่อนจบโทจากนอกกันหมดแล้ว กลับกลายเป็นเราที่ไม่เหลืออะไรในตอนนี้เลย แม้กระทั่งเป้าหมายในชีวิต และถ้าออกจากงานก็จะไม่มีงานทำด้วย วันก่อนไปกินกาแฟร้านที่ชอบ เจอป้ายรับสมัครพนักงานที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ ถ้าเราออกมาทำร้านกาแฟสักพัก หรืออะไรที่อยากhealความรู้สึกของตัวเอง ใครเคยหลงทางในชีวิตแบบนี้บ้าง อยากขอความเห็นค่ะ
1
ปัญหาทั่วไป
อยากรู้ว่าตังเองเป็นโรคอะไรไม
สวัสดีค่ะ คือหนูเริ่มมีพฤติกรรมที่แปลกไมคะ หนูไม่ชอบให้ใครเห็นหนูร้องไห้หนูเลยจเร้องเฉพาะตอนอยู่คนเดียว หนูจะร้องไห้เฉพาะเวลาที่หนูเครียดนะคะ เมื่อก่อนเวลาหนูเครียดหนูก็แค่จะรู้สึกว่าอยากอยู่คนเดียวแล้วก็จะร้องไห้ แต่พอนานๆไปมันเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆอะค่ะ หนูเริ่มนอนไม่หลับ มีความรู้สึกชอบอยู่คนเดียวมากกว่า บางเวลาก็จะรู้สึกเหงาๆอะค่ะ มันเป็นแบบนี้มานานมากจนเริ่มช่วงหลังๆมาเริ่มหนักขึ้นเวลาหนูเครียดหนูจะเหมือนคนบ้าเลยค่ะ จะร้องไห้คนเดียวในห้องร้องไห้เมื่อคนบ้าอะค่ะร้องไปด้วยกรีดบ้างตะโกนบ้างบ้างทีก็หัวเราะ(แต่ทุกอย่างไม่ว่าจะกรีด ตะโกน หัวเราะ หนูจะไม่ออกเสียงนะคะ เพราะไม่อยากให้ใครรู้) แล้วกับมาร้องไห้คืน และเวลาร้องไห้หนูชอบทุบขาตัวเองแล้วก็กัดแขนตังเองอะค่ะ ทุกอยากที่หนูทำหนูรู้ตัวนะคะ แล้วก็เจ็บด้วยเวลากัดแขนหรือทุบ แต่มันทำให้รู้สึกดีขึ้นอะค่ะ หนูอยากรู้ว่าหนูเป็นอะไรรึเปล่า หรือเเค่เครียดเฉยๆเลยมีอาการแบบนี้
1
ปัญหาทั่วไป
ทะเลาะกับตัวเอง
หงุดหงิดกับตัวเอง กับคนรอบๆตัว ใครทำอะไรก็ไม่ถูกใจเลย เป็นคนใจร้อน ไม่รุจะแก้ไขตัวเองได้ยังไง คงจะเข้าสู่วัยทองแล้วมั๊ง
5
ปัญหาสุขภาพ
ความอ้วนที่เอาชนะด้วยตัวเองไม่เสร็จสักที
คือเรามีปัญหาเรื่องความอ้วนที่เริ่มจะเกินมาตรฐานไป คือเราบอกใครๆเขาก็บอกว่า งั้นก็ลดน้ำหนักซะสิ ห้ามกินมันนะ เลิกกินเดี๋ยวนั้นเลย อะไรประมาณนี้ แต่ปัญหามันเกิดขึ้นจากตรงนี้ คือเราก็เข้าใจแหละว่าลดน้ำหนัก แต่เราไม่รู้ทำไมตัวเองถึงใจไม่แข็งพอที่จะทำมันสักทีไม่รู้เหตุผล คำว่า ห้ามกินมันนะ ก็เข้าแหละว่ากินของแบบนั้นไม่ได้มันไม่ดีต่อร่างกาย แต่ก็เคยลองพยายามนะพยายามมากด้วยแต่ทำไมมันทำไม่ได้สักที ทำไปเท่าไรก็เกิดท้อขึ้นมาดื้อๆ สมองมันก็ดีแหละว่าทำต่อไปสิทำต่อ แต่ร่างกายมันเหมือนไม่อยากทำแล้ว เลิกกินมันเดี๋ยวนี้เลย สมองมันก็เข้าใจ พยายามบังคับอยู่เองแล้วแต่ร่างกายมันมีความต้องการสิ่งนั้นมากถึงขนาดที่ไม่กินแล้วเหมือนร่างกายมันไม่มีแรง มันก็เลยทำให้ร่างกายหยุดเลยไม่ได้ แถมไม่รู้ว่าจะหาอะไรมาทดแทนมันดีอีกด้วย จริงก็อยาก ลด อยาก เลิก อยาก หยุด นะ แต่เราไม่รู้ว่าจะทำยังไงดีบ้างที่เราก้คิดว่าอยากหลับไปแบบไม่ตื่นสักสองอาทิตย์ หรือ สักเดือนสองเดือน เรื่องของเรามันอาจจะยาวและดูไร้สาระมากแต่ก็ช่วยกันอ่านหน่อยนะเพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากรับฟังเลยแล้วเราก็เป็นพวกแก้ปัญหาให้ตัวเองไม่เก่ง

มุมมองมาใหม่ล่าสุด

โพสมุมมอง
0 | 36

รู้สึกไร้ตัวตนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ

ัวเองขาดความรักจากคนรอบข้าง แม้แต่เพื่อนหรือครอบครัว ค่อยๆห่างเหินไปทีละนิดๆ เหมือนโลกใบนี้มีเราอยู่ตัวคนเดียว ไม่เคยที่จะป็นคนสำคัญของใคร ทุกข์ใจก็ได้แต่เก็บไว้คนเดียว ไม่มีคนคอยให้กำลังใจหรือให้ปรึกษาเลย
1 | 43

กินน้อยแต่ก็ยังอ้วน

คนนึงเว้ย ที่แบบถูกมองว่าอ้วนตลอด เห้ย!!ตูผอมกว่ามึงเยอะเลยนร้าา แล้วแบบคือไม่มองหน้าตูเลยว่าเล่นด้วยป่าว แม่งก็เบื่อที่ถูกเรียกอย่างงั้น เลยหันไปลดน้ำหนัก แล้วเป็นไง "น้ำหนักขึ้นมา5โล!!!" คือแบบ"ตูตั้งใจลดน้ำหนักแต่ไม่ได้ผลงี้!! เออเจริญ~~ มีบ้างไหมใครสักคนที่เป็นแบบนี้ อ้วนแล้วอ้วนอีก แถมลดน้ำหนักยังอ้วน หายใจเข้ายังอ้วนเลย!! ปล.น้ำหนัก49!!
1 | 138

รู้สึกยังงัยบอกที

นผู้ชายที่สนิทมากคนนึงรู้จักกันมา 4-5ปีหล่ะ...เราเป็นเพื่อนที่เค้าสนิทและไว้ใจมากที่สุด..เค้าจะย้ำสถานะกับเราชัดเจนกับเราเสมอว่าเป็นเพื่อนกัน..แต่บางครั้งใจเรามันก้อชอบเผลอไปซิน๊า.ก้อเพราะการกระทำของเค้าบางทีมันก้อทำให้เราคิด...สถานะตอนนี้เราทั้งคู่โสดค่ะ...ไม่มีใครมีแฟนเลย..เค้าเพิ่งเลิกกับแฟน..ส่วนเราโสดมาหลายปีหล่ะ
0 | 1088

เมื่อเพื่อนสนิทของผมกลายเป็นซอมบี้...

ดูภาพยนต์เกี่ยวกับซอมบี้หรือผีดิบมากมาย เราคงเข้าใจว่าในวันหนึ่งที่ติดเชื้อและกลายเป็นผีดิบไปแล้ว เค้าคงไม่มีวันที่จะเปลี่ยนกลับมาเป็นคนธรรมดาได้อีก... ความรักก็เปรียบเสมือนเชื้อไวรัสในภาพยนต์ซอมบี้ที่ไม่ได้แพร่กระจายด้วยการโดนกัน แต่กลับติดเชื้อได้จากการที่เราได้อยู่ไกล้กัน ในบทความนี้ผมจะกล่าวถึง"เพื่อนคนหนึ่ง"ที่วันนี้เค้าได้กลายเป็นซอมบี้ความรักโดยสมบูรณ์ไปแล้ว วันหนึ่งที่เค้าคนนั้นได้เปลี่ยนไป จุดเริ่มต้นจากการที่หิวกระหาย ต้องการจะอยู่ไกล้ ต้องการที่จะได้พบเจอ ไวรัสนี้เริ่มเปลี่ยนเค้าไปตลอดการ แน่นอนว่าจากจุดเริ่มต้นนี้มันไม่สามารถย้อนคืนกลับไปเป็นเค้าคนเดิมได้อีกแล้วถึงแม้เราจะพยายามแค่ไหนก็ตาม มันไม่เหมือนในหนังที่อาจมียาแก้ไวรัสที่รักษาได้ มันร้ายแรงกว่าตรงที่ "ไม่มียาอะไรที่จะรักษาได้อีก" เราอาจเริ่มสัมผัสได้จากความคิดของเค้าที่เปลี่ยนไป เริ่มไม่ได้มองเราเป็นเพื่อนอีกต่อไปแต่กลับมองเราเป็นอย่างอื่นเปรียบเหมือนซอมบี้ที่มองเราเป็นอาหารที่มันต้องการ แน่นอนว่าฉันยังคิดถึงวันเก่าๆ เค้าคนเดิมที่เคยมีวันดีๆด้วยกันทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีมีวันย้อนกลับมาได้อีกแล้วถึงแม้ว่าจะพยายามไม่สนใจความคิดเหล่านั้นของเค้าแต่มันก็เติบโตได้รวดเร็วเหมือนไวรัสและกลืนกินเค้าไปตลอดกาล จนสุดท้ายแล้วคงมีทางเลือกแค่สองทางคือ ยอมเปลี่ยนไปเป็นซอมบี้เหมือนกับเค้าเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันและสานต่อเรื่องราวในมุมแห่งความรักต่อไป หรือ ยอมฆ่าเค้าทิ้งซะเพื่อปลดปล่อยเค้าจากสิ่งที่เค้าเป็นอยู่ การฆ่าซอมบี้ความรักอาจไม่ได้เหมือนในหนังที่ต้องเอาปืนมายิงเข้าที่หัวแต่เป็นการยิงเข้าที่หัวใจ ทิ้งให้เค้าขาดอาหารก็คือเรา สุดท้ายก็จะปวดใจจนตาย อาจดูโหดร้ายนะแต่ก็คงต้องเลือก สุดท้ายเราอาจมองว่าความรักเป็นเรื่องสวยงามแต่อย่าลืมซะหละว่าความรักที่เกิดขึ้นเพียงด้านเดียวนั้นมันอาจไม่ได้สวยงามและอาจน่ากลัวเหมือนซอมบี้ในหนังที่ต้องการที่จะ"กิน"ความรู้สึกและตัวเราแทน เหลือเพียงคำว่ายอมและไม่ยอมเท่านั้น จนวันนี้เพื่อนสนิทของผมคนนี้ได้กลายเป็นซอมบี้ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองผมว่าเป็นเพื่อนอีกต่อไปแล้ว ไม่มีถ้อยคำของความสนิท เหลือเพียงถ้อยคำและความต้องการที่จะคอบคลองและเปลี่ยนฉันให้กลายเป็นซอบบี้เหมือนกัน สุดท้ายผมคงเลือกยิงเค้าเข้าที่หัวใจเพราะผมนั้น ไม่ได้รัก...
0 | 246

ความจริงที่ว่าเราทุกคนเป็นคนดี แต่ ...

เป็นคนดี" ในความหมายคือการทำดีกับตัวเองนั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะด้วยความคิดหรือการกระทำที่เราคิดว่ามันจะสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งที่เราคิดหรือกระทำมันไปทำให้คนอื่นเสียประโยชน์ คนเหล่านั้นก็จะมองว่าเราเป็นคนไม่ดีทันที สิ่งที่จะบอกคือคำว่าดีหรือไม่ดีมันก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนว่าใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อะไร จะมองมุมไหนมันก็ถูกต้องทั้งนั้น ถ้าเราทุกคนสนใจเลือกที่จะทำแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ก่อน วันนึงเราคงใจกว้างมากพอที่จะสร้างประโยชน์ให้คนอื่นที่นอกจากตัวเองด้วย ส่วนใครจะไม่เข้าใจหาว่าเราเป็นคนไม่ดีก็คงต้องปล่อยไปเพราะทุกคนต่างก็เป็นคนดีในแบบของตัวเองอยู่แล้ว
1 | 1860

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม..

พึ่งพาเพื่อเอาตัวรอดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรในอดีต มนุษย์ถ้ำช่วยกันทำมาหากิน ผลัดเวรกันเฝ้าบ้าน เฝ้าที่อยู่ เฝ้าทารก ความเป็นสัตว์สังคมช่วยทำให้เผ่าพันธุ์ของเราอยู่รอดจนกลายมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่บนสุดในห่วงโซ่อาหาร จวบจนปัจจุบัน ความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความเป็นมนุษย์ให้ยืนหยัดและก้าวหน้า เราเปลี่ยนจากมนุษย์ถ้ำในอดีต มาเป็นมนุษย์แห่งยุคโลกาภิวัตน์ เราเปลี่ยนจากการล่าสัตว์เพื่ออยู่รอด มาเป็นการทำงานเพื่อเก็บสะสมเงิน แต่กระนั้น การเข้าสังคมของพวกมนุษย์มีความเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามอย่างน่าหนักใจ มนุษย์เริ่มมีการแบ่งแยกชนชั้น และการจำแนกพวก เริ่มมีวรรณะ เริ่มมีความรวยจน เริ่มมีการตัดสินบุคคลที่ไม่เหมือน เริ่มมีการกลั่นแกล้งผู้ที่ด้อยกว่า ที่กล่าวมาอาจเป็นภาพใหญ่ไปเสียหน่อย อยากจะย่อยให้สังเกตได้ในสังคมเล็กๆที่เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียนหรือในที่ทำงาน การแบ่งแยกและการเหยียดกันเพื่อไต่เต้า การเหยียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองเพื่อก้าวไปสู่บันไดสังคมขั้นที่สูงกว่ากลายเป็นเรื่องปกติ ในโรงเรียนที่ดูเป็นที่ที่ปลอดภัย สังคมประดิษฐ์เพื่อเตรียมเด็กคนหนึ่งให้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เราพบการกลั่นแกล้งมากมายของเด็กตัวเล็กจนกระทั่งวัยรุ่น การล้อเลียนและการด่าทอพบได้ทั้งในเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง จากบทความในเว็บไซต์ education.com กล่าวถึงสาเหตุหลักในการล้อเลียนว่า ผู้ชายทะเลาะเพื่อแสวงหาการยอมรับในหมู่เพื่อนโดยใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ในขณะที่ผู้หญิงทะเลาะเพื่อแสวงหาความมั่นใจในการเข้าสังคมผ่านคำพูดและการเสียดสี ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งจะรู้สึกชนะและได้รับความรู้สึกถึง ‘ความเหนือกว่า’ มองในภาพรวมจะเห็นว่าเป็นข้อดีของคนที่กลั่นแกล้งที่จะได้รับความมั่นใจนั้นติดตัวกลับไป แต่เป็นข้อเสียของคนที่ถูกกระทำที่จะรู้สึกกดดันและรู้สึกด้อย ตัดภาพมาในสังคมการทำงาน เหมือนความเป็นผู้ใหญ่จะทำให้คนรักษาการแสดงออกที่ไม่สุภาพทางกายออกไปได้ แต่หารู้ไม่ว่าการเหยียบและเหยียดกันในสังคมทำงานแยบคายและซับซ้อนกว่ามาก เราไม่สามารถแสดงออกได้ตรงๆแบบเด็กตัวเล็กๆในโรงเรียน ในโลกของการทำงานที่ทุกคนสู้เพื่อตัวเองและความเป็นมิตรแท้หาได้ยาก เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโรคซึมเศร้าและการดิ่งในอารมณ์ของมนุษย์ออฟฟิศ โลกของการทำงานไม่มีครูบาอาจารย์คอยควบคุมกฎ หลายครั้งไม่เหลือช่องว่างให้ผู้ใหญ่คนนึงทำพลาดและล้มเหลวได้เลย ดราม่าในที่ทำงานหลากหลายนานาประการทั้งความอิจฉาและการเสแสร้ง เป็นเรื่องที่ได้ยินทั่วไปในวงเหล้าของผู้ใหญ่อย่างไม่น่าสงสัย ประกอบกับความเครียด ความกดดัน และความรับผิดชอบมากมายที่ต้องแบกรับ ไม่ได้ทำให้โลกแห่งการทำงานของผู้ใหญ่สนุกขึ้นเลยเมื่อมองภาพรวม ทุกคนล้วนเหยียดกันเพื่อหาพวก เหยียบกันเพื่อไต่เต้า เพื่อขึ้นไปบนห่วงโซ่ในหมู่มนุษย์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด คุณเหลืออะไรไว้ด้านล่างบ้างนอกจากความเสแสร้งและความไม่จริงใจ? บางทีเราอาจต้องลองกลับมาทบทวนตัวเองกันเสียใหม่ ความเป็นสัตว์สังคมที่เคยช่วยให้เรารอดมาตั้งแต่อดีต บัดนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการอวดอ้างและจอมปลอม บทความนี้ไม่ได้พูดถึงกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะ หากแต่เป็นการสังเกตการณ์ผ่านสิ่งที่เห็นรอบข้างและภาพใหญ่ที่เผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังมุ่งไป ทุกคนกำลังสับสน และความจริงใจต่อกันอาจจะกลายเป็นมีค่ามากกว่าทองคำ โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าอะไรดี ในอนาคตเงินตรา ธนบัตรและเหรียญอาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin มนุษย์กลับหันหลังให้แก่กันและช่วงชิงผลประโยชน์ทุกอย่างที่หาได้เพื่อตัวเอง แล้วความมั่นคง ความรัก และความจริงใจ ทำไมเหือดหายไปจากพวกเรากันเล่า? เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตเราสบายขึ้น อุปกรณ์ใช้สอยอำนวยความสะดวกเรามากขึ้นมากว่าแต่ก่อน ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ต้องพยักหน้าตอบตกลงกับสังคมแห่งการเหยียดนี้แต่อย่างใด อยากให้ทุกคนเข้าใจและร่วมกันแก้ไข เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นแม้จะเล็กน้อยมากเพียงไหนก็ตาม ในวันที่โลกมีอัตราข่มขืนเพิ่มขึ้น ยังคงมีกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์สตรี ในวันที่โลกมีการเหยียดสีและเหยียดเพศ ยังคงมีสมาคม LGBT และการสอนถึงการยอมรับความแตกต่าง ในวันที่ช่องว่างความรวยจนเพิ่มขึ้นอย่างหน้าหนักใจ ยังมีมูลนิธิและองค์กรเพื่อสังคมมากมายให้มองเห็น ในวันที่หลายคนเลือกที่จะเมินเฉย เหยียด และเหยียบกันอยู่นั้น ยังคงมีคุณที่เลือกที่จะเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และการกระทำได้ คราวหน้าหากเราจะตัดสิน ดูถูก หรือเหยียดหยามคนอื่น ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ให้ลองหยุดความคิดและความบาดหมางนั้นไว้สักครู่ ร่วมด้วยช่วยกัน ให้มนุษย์ยังคงเป็นสัตว์สังคม ที่ร่วมด้วยช่วยกันเพื่ออยู่รอดไปด้วยกันด้วยเทอญ -- www.moom-mong.com มุมมอง สังคมแห่งความเข้าใจ แหล่งกำลังใจไม่จำกัดจากคนไทย เพื่อคนไทย
1 | 133

แค่เสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนแปลง

าตีหนึ่งแล้ว ชั้นอยากจะเขียนอะไรสักอย่างหนึ่งจากหลายวันที่ผ่านมาที่ตัวชั้นเองสับสนวุ่นวายใจ หลังจากที่กลับมาจากเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีน ชั้นก็วางแผนขอทุนเรียนป.โทต่อทันที เพราะชั้นยังไม่อยากทำงาน ยังอยากไปเผชิญชีวิตด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทุนนั้น ถึงชั้นทำใจไว้แล้วส่วนหนึ่ง แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันก็จุกอกเหมือนกัน ตอนนั้นชั้นรู้สึกเคว้งคว้าง จิตตก นึกท้อถอย บางทีชั้นก็เบื่อตัวเองที่เป็นนี้เหมือนกันนะ แต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไง เพราะบางทีชั้นก็ไประรานคนอื่นด้วย ทำให้เค้ารู้สึกรำคาญ เข้าเรื่องต่อ เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ชั้นฮึดกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจจะหางานทำที่ประเทศไทย มีหลายบริษัทเรียกชั้นไปสัมภาษณ์หลายแห่ง ชั้นปฎิเสธไปบ้างตอบรับไปบ้าง ที่ทำอย่างนี้ เพราะชั้นกลัวและดูถูกตัวเอง ชั้นคิดว่าความสามารถของตัวเองคงจะทำงานให้บริษัทไม่ได้ จนกระทั่งชั้นเจองานที่คิดว่าทำได้ เลยส่งใบสมัครไปดู หลังจากนั้นบริษัทก็ให้ชั้นลองทำแบบทดสอบ ด้วยประสบการณ์ด้านงานอันน้อยนิดของชั้น แบบทดสอบของชั้นก็เลยไม่ผ่าน เอาล่ะ เริ่มจิตตกอีกแหละ เคว้งคว้างอีกแหละ เบื่ออีกแหละ เหมือนวงล้อที่เราไม่คิดว่าจะหมุนมาเจอช่องคะแนนน้อยๆ อีกหรือจับสลากได้แต่ของห่วยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็จะให้ทำไงได้ล่ะเนอะ ชะตาก็คือชะตา ครั้งนี้ชั้นรู้สึกแย่นานว่าครั้งก่อน แล้วเวลาก็ผ่านไปราวกับถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ชั้นลุกขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ชั้นจะไม่ดูถูกตัวเอง ชั้นไปสัมภาษณ์ทุกบริษัทที่เรียก และแล้วก็มีบริษัทหนึ่งเรียกชั้นเข้าทำงาน ชั้นดีใจมากและตอบรับทันที แต่ใครจะไปนึกเล่าว่าไปทำงานได้แค่สองวัน ชั้นก็ต้องออก เหตุผลก็คือชั้นได้รับรู้ถึงความไม่มั่นคงของบริษัท ระบบการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ หัวหน้าที่ไม่ฟังเหตุผล เอาตัวเองรอด และทุกคนในทีมที่ลาออกพร้อมกันในวันเดียว ชั้นรู้สึกมึนๆอยู่เหมือนกันตอนเดินออกมา อะรไว่ะ ทำงานที่แรกก็ออกเร็วขนาดนี้เลย เหอะๆ หลังจากนั้นชั้นก็หางานต่อและคิดว่าเลือกงานที่อยากทำจริงๆ และเหมาะกับตัวเองดีกว่า ไม่งั้นก็ต้องเจอแบบนี้อีก ชั้นจึงได้ยื่นใบสมัครสายงานที่ตรงใจชั้นที่สุด ขณะเดียวกันชั้นก็คิดว่านี่จะเป็นการหางานครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่ว่าชั้นท้อนะ แต่ว่าชั้นแค่คิดว่ามันยังไม่ใช่ช่วงเวลาของชั้น และชั้นควรไปศึกษาหาความรู้ต่อดีกว่า บริษัทแห่งสุดท้ายเรียกชั้นเข้าสัมภาษณ์งาน ซึ่งวันนัดสัมภาษณ์งานก็คือวันนี้นี่เอง ก่อนหน้านั้นชั้นแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก อาบน้ำ ดูรายการทีวี และก็เข้านอน ราวกับว่าชั้นปลงจากทุกสิ่งอย่าง ไม่ได้รู้สึกเครียดหรือรู้สึกอะไรเลย แค่ตื่นเช้าไปสัมภาษณ์งานเท่านั้น ช่วงแรกของการสัมภาษณ์ชั้นนั่งทำแบบทดสอบอย่างเงียบงัน อาจจะมีเกร็งบ้างตอนสัมภาษณ์กับฝ่ายHR แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี พอถึงช่วงบ่ายชั้นถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์กับบก. ชั้นไปนั่งอยู่ต่อหน้าเค้า สบตากับบก. แล้วเค้าก็เริ่มอธิบายงานที่ชั้นต้องรับผิดชอบ ช่วงนี้เค้าพูดอยู่นั้น ชั้นรู้ตัวเลยว่างานนี้ความรับผิดชอบสูงกว่าที่ชั้นคิดไว้มาก ชั้นนั่งมองหนังสือตัวอย่างของบริษัทสลับกับพิจารณาความต้องการของตัวเอง ชั้นนึกถึงสิ่งที่อยากจะทำจริงๆ กับความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ตรงหน้า สุดท้ายแล้วชั้นควรเลือกอะไร นี่เป็นสิ่งที่ชั้นต้องการนี่งานในอุดมคติ สมองสั่งให้ชั้นพูดออกไป แต่ใจสั่งให้ชั้นปิดปากเงียบ เห็นมั้ย ชั้นมีสิทธิ์เลือกได้ด้วยเหรอ เหอะๆ หลังจากนั้นชั้นก็บอกลาบก. อยากจะขอโทษเค้าเหมือนกันนะที่ทำให้เสียเวลากับชั้น ชั้นเดินจากมาเพราะไม่อยากไม่มีเวลาให้กับสิ่งที่ชั้นอยากจะทำ และชั้นรู้ตัวว่าไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่นี้ได้ ชั้นยังไม่แกร่งขนาดนั้น นี่สินะ ที่เรียกว่า รู้จักประมาณตน มีคนที่เหมาะสมมากกว่าชั้น ชั้นไม่อยากเสียเวลาอีกแล้ว ขอเดินต่ออีกหน่อยล่ะกันนะ
1 | 126

ความเปลี่ยนไปที่หมู่บ้าน

ความเปลี่ยนไปที่หมู่บ้าน เช้าตรู่ชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินไปอย่างรีบเร่งเฉกเช่นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา สิ่งรอบข้างเรากำลังเดินเครื่องไปตามกลไกของมันประหนึ่งดูเหมือนว่าชีวิตในชุมชนแห่งนั้นกำลังแยกตัวออกห่างจากธรรมชาติที่บรรพบุรุษได้เก็บรักษาเอาไว้ไปสู่ชีวิตแบบสังคมเมืองเข้าไปทุกวัน “น้ำกระจาย” คือชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในเขตของอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นหมู่บ้านขนาดเมื่อเทียบกับหมู่บ้านข้างเคียงในพื้นที่ซึ่งมีสภาพกึ่งเมืองกึ่งชนบท เพราะการเข้ามาของกระแสการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในต่ำแหน่งที่ดีในทางยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดจึงไม่น่าแปลกใจที่หลายสิ่งหลายอย่างจะถั่งโถมเข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ถึงแม้จะมีวิถีของสังคมเมืองเข้ามาครอบงำชีวิตผู้คนในหมู่บ้านถึงกระนั้นก็ยังมีวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆแกเช่นคนรุ่นปู่รุ่นย่าให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สัมผัสกันอยู่บ้าง แน่นอนห้องครัวของที่นี้ผลิตผลต่างๆยังคงมาจากภาคเกษตรกรรม ถึงแม้คนรุ่นใหม่จะหันหลังให้กับที่ทำกินมุ่งหน้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ธรรมชาติของที่นี้ยังคงมีลมหายใจอยู่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตต่อไป ป่าไม้ ลำธาร สวนยาง ทุ่งนา ยังคงให้ประโยชน์กับต่อคนในชุมชนแห่งนี้ ถึงแม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ได้ทำการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบที่ต้องใช้ปริมาณน้ำคราวละมากๆ เช้าๆคนเฒ่าคนแก่ยังคงมุ่งหน้าสู่ท้องไร่ ท้องนา ป่าสวน แต่คนหนุ่มคนสาวมุ่ง กลับมุ่งหน้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมช่างเป็นวิถีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนุ่มสาวไปจนถึงคนวัยกลางคนบางคนยังยึดอาชืพทำไร่ทำสวนเป็นรายได้หลักของครอบครัว ลำคลองสายหลักและสายเดียวของหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงมีคนเห็นคุณค่าของมันอยู่บ้าง ลำคลองสายนี้มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาเทวดาไหลเรื่อยไปบรรจบกับจบกับคลองพะวง ถึงแม้ว่าผืนป่าด้านบนนั้นจะถูกตัดโค่นแปลงสภาพเป็นสวนยางพาราหรือที่อยู่อาศัย แต่ก็ยังมีพื้นที่ของป่าหลงเหลืออยู่บางส่วนเอาไว้รำลึกถึงวันวานของถิ่นนี้ได้ พื้นที่ส่วนหนึ่งบนนั้นถูกเจ้าของขายให้กับนายทุนเพื่อตัดหน้าดินขายเอาไปถมที่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เวลาใกล้เที่ยงผมแวะกินข้าวที่สำนักสงฆ์เทือกเขาเทวดาได้ชมทิวทัศน์ที่แปลกตาไปอีกมุมหนึ่ง จังหวะหนึ่งได้นั่งคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งที่นำเอาอาหารมาถวายพระแกเล่าถึงความหลังครั้งเก่าให้คนรุ่นหลานอย่างผมฟังว่า อยากให้ธรรมชาติเป็นเหมือนดั่งเมื่อก่อนที่อุดมสมบูรณ์ถึงไม่มีเงินก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าการมีเงินมากแค่ไหนก็อยู่ยากในภาวะที่ธรรมชาติล่มสลาย เพราะเงินซื้อทุกสิ่งไม่ได้นั้นเอง ยายคนหนึ่งเล่าว่าสมัยก่อนเวลาเดินทางกลับจากไร่จากสวนในตอนเย็นแก่ๆ ระหว่างทางกลับบ้านจะมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตที่เพิ่งเก็บมาจากไร่สวนกันไปตลอดทางเป็นวิถีแห่งการแบ่งปั้น ซึ่งไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่สักกี่คนที่จะสืบทอดวัฒนธรรมที่ดีงามเหล่านี้เอาไว้ ตกเย็นผมเดินลงมาจากสำนักสงฆ์เขาเทวดาโดยใช้เส้นทางสันเขาเส้นทางค่อนข้างสะดวกสบายกว่าแต่ก่อนเยอะ เหตุเพราะมีสำนักสงฆ์แห่งนี้มาตั้งอยู่นั้นเอง ทางเดินมาสุดตรงเนินเขาอีกด้านหนึ่งตรงกับหอสมุดกาญจนาภิเษกอยู่เบื้องงหน้าใกล้จนมองเห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านใช้ลานจอดรถเป็นสนามฟุตบอลพลาสติก ในใจผมก็คิดว่าเป็นภาพที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ฉากเบื้องหลังคืออาหารทางปัญญาคือหอสมุดที่ให้พวกเด็กๆเหล่านี้ได้ใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในด้านต่างๆ เบื้องหน้าคือ อาหารทางร่างกายนั่นก็คือ การออกกำลังกายนั้นเอง ไม่ไกลจากหอสมุดกาญจนาภิเษกเป็นที่ตั้งของสนามชนโดบ้านน้ำกระจาย เห็นคนเดินจูงวัวชนเดินออกกำลังกายกันขวักไขว่ ผมแอบเดาเอาในใจว่าอาจเดินไปแล้วพลางพูดกับวัวชนไปด้วยว่า “รอบนี้ต้องชนะให้ได้เพราะเดิมพันนั้นหลายหมื่นอยู่” อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็คงรู้ผลว่าวัวชนตัวนี้จะชนะหรือแพ้ อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อนผมอยากหาต้นไม้ใหญ่สักต้นหนึ่งเพื่อที่จะนั่งใต้ร่มเงาของให้หายเหนื่อยล้าก่อนที่จะเดินทางต่อเข้าไปยังตัวหมู่บ้าน มีต้นเลียบสูงใหญ่อายุหลายปีอยู่ต้นหนึ่ง พอที่จะเข้าไปอาศัยร่มเงาของมันผ่อนคลายคลายความเหนื่อยล้าได้ บริเวณนี้เคยเป็นสถานีรถไฟเก่าสาย หาดใหญ่ – สงขลา เมื่อสมัยที่ทางรถไฟสายนี้ยังไม่ถูกยกเลิก ผมใช้เส้นทางรถไฟโคยสารไปโรงเรียนในตัวเมืองเป็นประจำ การรถไฟแห่งประเทศไทยมาประกาศยกเลิกเส้นทางรถไฟสายนี้เมื่อ พ.ศ 2521 ผมเห็นเด็กเล็กๆกลุ่มหนึ่ง 4-5 คนพร้อมด้วยฟุตบอลขนาดเล็กเดินมา ณ ลานใต้ต้นเลียบมันกำลังจะกลายเป็นสนามฟุตบอลเล็กๆของหมู่บ้านไปแล้วและต่อไปมันก็อาจจะกลายเป็นอะไรต่อมิอะไรอีกมายมากสุดแท้แต่จะให้มันเป็นไป หากคนเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัยก็จะเป็นการอยูร่วมกันแบบยั่งยืนไม่มีใครเอาเปรียบใคร ผมเดินเรื่อยๆขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนเดินมาถึงป่าช้าของหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันดูไม่น่ากลัวเหมือนในอดีตเพราะมีพระสงฆ์มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าช้าทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นเยอะ พุทธศาสนาไม่เคยห่างหายไปจากจิตใจของคนไทย เช่นกันที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีผู้คนเดินทางมาฟังพระท่านเทศน์ธรรมะอย่างสม่ำเสมอเป็นศูนย์รวมจิตอีกแห่งหนึ่งในยามที่สภาพภายนอกกำลังสับสนวุ่นวาย ตะวันคล้อยหลังไปเยอะแล้วโอกาสเหมาะสำหรับการเดินเล่นกินลมจริงๆ ผมกลับมาใช้เส้นทางสายหลักเพื่อเดินเข้าสู่ตัวหมู่บ้านสองข้างทางเต็มไปด้วยสวนยางพาราที่มีมูลค่ากิโลกรัมหนึ่งไม่สามารถที่จะซื้อก๋วยเตี๋ยวแม้แค่ชามเดียว อ้าว....ผมเจอคุณลุงคนเดิมที่ผมเจอเมื่อตอนเช้าก่อนเดินทางสำรวจหมู่บ้าน ตอนแกออกไปสวน ตอนนี้แกกำลังเดินทางกลับบ้านเลยได้ผมเป็นเพื่อนร่วมทางอีกคน แกบ่นให้ผมฟังว่าปีนี้ฤดูแล้งมาถึงเร็วเหลือเกินพืชผลทางการเกษตรเลยแห้งเฉาตายไปเยอะแกบ่นไปตามประสาของเกษตรกรที่ไม่มีอะไรแน่นนอนบนสังคมบริโภคนิยม เดินมาถึงทางแยกแกเลยขอตัวไปตามทาง ผมเดินนึกอยู่ในใจว่าผมยังโชคดีที่เกิดมายังได้สัมผัสกับบรรยากาศของฝนตกแบบ 3 วัน 3 คืน ไม่หยุด ซึ่งเด็กรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้สัมผัส เพราะเดี๋ยวนี้ฝนมันตกแบบ ตกๆ หยุดๆ นึกถึงทีไรชุ่มชื่นในหัวใจไม่หาย วัยเด็กกับเรื่องน้ำเหมือนที่จะเป็นของคู่กัน ตกเย็นอย่างนี้บรรดาแม่บ้านแม่เรือนทั้งหลายเร่ต่างก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการหากับข้าวกับปลาที่จะมาประกอบอาหารสำหรับมื้อค่ำหลายครัวเรือนที่เป็นคนยุดใหม่ตัดปัญหาความยุ่งยากทั้งปวงโดยการซื้อแกงถุงสำเร็จรูปในราคาถุงละ 20 บาท มีหน้าที่แค่แกะถุงใส่ถ้วยแล้วก็กิน แต่อีกหลายๆครัวเรือนเลือกที่จะปรุงอาหารจากผลผลิตจากผืนดินและท้องน้ำ นั่งล้อมวงกันกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างถึงจะน้อยนิด ผมเดินไปพลางจมูกได้กลิ่นของแกงส้ม ปลาทอด จากกระทะของบ้านใดบ้านหนึ่งละแวกนี้ ช่างเรียกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้ดีจริงๆ กลุ่มพ่อบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ ต่างๆ นานา หลังเลิกจากหน้าที่การงานทั้งในไร่ ในสวนและในเมือง แน่นอนสิ่งที่ขาดไปเสียมิได้ในวงสนทนาคือ “น้ำเมา” บ้านที่พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก หลาน ปู่ ย่า ล้อมวงกันกินข้าวเห็นแล้วเกิดความอบอุ่นในหัวใจ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกหิวข้าวขึ้นมาในทันใดและกระตุ้นให้ผมรีบกลับบ้านไปนั่งล้อมวงกินข้าวกับครอบครัวของผมบ้าง ก่อนนอนในคืนนั้น ผมยังรู้สึกประทับใจกับสิ่งดีๆ กับภาพหลายๆภาพที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของผมที่ผมได้พบเห็นมาวันนี้ เรื่องราวในชุมชนของผมซึ่งคนที่อื่นอาจไม่รู้และไม่มีวันรู้เลย ผมอยากให้ภาพดีๆ เหล่านั้นอยู่คู่กับชุมชนของผมไปอีกนานแสนนาน ณ ที่ “ น้ำกระจาย ”