หน้าหลัก
มุมมอง
ปัญหา

เปลี่ยนรหัสผ่าน



เราดีใจ! ที่แมวของคุณได้บ้านใหม่

บอกบางอย่างกับเพื่อนๆที่ติดตามโพสประกาศของคุณ (สามารถเว้นว่างได้)


มุมมองทั้งหมด

0 | 9

สับสนกับชีวิต...

ป็นคนที่แต่ก่อนไม่เคยจริงจังกับอะไรเลย เราเครียดเรื่องครอบครัว เพื่อน อนาคต วันๆสิ่งที่ทำให้เรามีความสุขคือโทรศัพท์ มันเหมือนเป็นสิ่งทดแทนอะไรบางอย่างในชีวิต ความสุขไงล่ะ เราคิดว่า ตัวเราเริ่มจะมีอาการสมาธิสั้น ก็ตอนที่เกรดเราออกนี้แหละ เกรดเรา 3.17 ซึ่งมันน้อยมาก น้อยลงกว่าเดิมอ่ะค่ะ ความจำเราเริ่มไม่ค่อยดี ไม่มีสมาธิทำอะไรเลย สายตาก็แย่ลง นั่นทำให้ เราคิดว่า เปิดเทอมมานี้ จะตั้งใจเรียนให้มากขึ้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ พอโตขึ้นการเรียนก็หนักขึ้น กลายเป็นว่าเราจริงจังกับมันทุกอย่าง เรากลายเป็นคนขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียตลอดเวลา การเรียนมันหนักขึ้นในขณะที่เราไม่มีเวลาว่างเหลือพอที่เราจะมีความสุข เราจริงจังกับมันมากเกินไปเหรอ? เราอยากได้เกรดดีๆ ให้สมกับเงินที่พ่อแม่ลำบากหามาได้แต่ละบาท ซึ่งการที่เราจริงจังกับการเรียนเราว่ามันคงจะดีแน่ๆ ถ้าเรามีเกรดที่สูงขึ้น แต่ในตอนนี้ เราไม่มีความสุขเลย มันเกิดคำถามหลายอย่าง เราทำทั้งหมด เพื่อพ่อแม่ เพื่อเกรด เพื่อได้รับการยอมรับ ที่ต้องแลกมาด้วยการเสียความสุข สุขถาพของเรา เราจะทำไปทำไม เราสับสนกับมันมาก เรารู้ว่าการตั้งใจเรียนเป็นเรื่องที่ดี การมีเกรดสูงๆก็คงทำให้พ่อแม่ภูมิใจไม่น้อย แต่ถึงอย่างงั้นเราก็เครียดอยู่ดี งานทุกๆอย่างมันหนักมาก เราไม่มีเวลาว่างพอจะมานั่งเล่นโทรศัพท์เพื่อหาความสุขแบบแต่ก่อน เราควรจะจริงจังกับงานต่อไปดีรึเปล่า
1 | 221

รู้สึกไร้ตัวตนไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนๆ

ัวเองขาดความรักจากคนรอบข้าง แม้แต่เพื่อนหรือครอบครัว ค่อยๆห่างเหินไปทีละนิดๆ เหมือนโลกใบนี้มีเราอยู่ตัวคนเดียว ไม่เคยที่จะป็นคนสำคัญของใคร ทุกข์ใจก็ได้แต่เก็บไว้คนเดียว ไม่มีคนคอยให้กำลังใจหรือให้ปรึกษาเลย
1 | 131

กินน้อยแต่ก็ยังอ้วน

คนนึงเว้ย ที่แบบถูกมองว่าอ้วนตลอด เห้ย!!ตูผอมกว่ามึงเยอะเลยนร้าา แล้วแบบคือไม่มองหน้าตูเลยว่าเล่นด้วยป่าว แม่งก็เบื่อที่ถูกเรียกอย่างงั้น เลยหันไปลดน้ำหนัก แล้วเป็นไง "น้ำหนักขึ้นมา5โล!!!" คือแบบ"ตูตั้งใจลดน้ำหนักแต่ไม่ได้ผลงี้!! เออเจริญ~~ มีบ้างไหมใครสักคนที่เป็นแบบนี้ อ้วนแล้วอ้วนอีก แถมลดน้ำหนักยังอ้วน หายใจเข้ายังอ้วนเลย!! ปล.น้ำหนัก49!!
1 | 236

รู้สึกยังงัยบอกที

นผู้ชายที่สนิทมากคนนึงรู้จักกันมา 4-5ปีหล่ะ...เราเป็นเพื่อนที่เค้าสนิทและไว้ใจมากที่สุด..เค้าจะย้ำสถานะกับเราชัดเจนกับเราเสมอว่าเป็นเพื่อนกัน..แต่บางครั้งใจเรามันก้อชอบเผลอไปซิน๊า.ก้อเพราะการกระทำของเค้าบางทีมันก้อทำให้เราคิด...สถานะตอนนี้เราทั้งคู่โสดค่ะ...ไม่มีใครมีแฟนเลย..เค้าเพิ่งเลิกกับแฟน..ส่วนเราโสดมาหลายปีหล่ะ
0 | 1261

เมื่อเพื่อนสนิทของผมกลายเป็นซอมบี้...

ดูภาพยนต์เกี่ยวกับซอมบี้หรือผีดิบมากมาย เราคงเข้าใจว่าในวันหนึ่งที่ติดเชื้อและกลายเป็นผีดิบไปแล้ว เค้าคงไม่มีวันที่จะเปลี่ยนกลับมาเป็นคนธรรมดาได้อีก... ความรักก็เปรียบเสมือนเชื้อไวรัสในภาพยนต์ซอมบี้ที่ไม่ได้แพร่กระจายด้วยการโดนกัน แต่กลับติดเชื้อได้จากการที่เราได้อยู่ไกล้กัน ในบทความนี้ผมจะกล่าวถึง"เพื่อนคนหนึ่ง"ที่วันนี้เค้าได้กลายเป็นซอมบี้ความรักโดยสมบูรณ์ไปแล้ว วันหนึ่งที่เค้าคนนั้นได้เปลี่ยนไป จุดเริ่มต้นจากการที่หิวกระหาย ต้องการจะอยู่ไกล้ ต้องการที่จะได้พบเจอ ไวรัสนี้เริ่มเปลี่ยนเค้าไปตลอดการ แน่นอนว่าจากจุดเริ่มต้นนี้มันไม่สามารถย้อนคืนกลับไปเป็นเค้าคนเดิมได้อีกแล้วถึงแม้เราจะพยายามแค่ไหนก็ตาม มันไม่เหมือนในหนังที่อาจมียาแก้ไวรัสที่รักษาได้ มันร้ายแรงกว่าตรงที่ "ไม่มียาอะไรที่จะรักษาได้อีก" เราอาจเริ่มสัมผัสได้จากความคิดของเค้าที่เปลี่ยนไป เริ่มไม่ได้มองเราเป็นเพื่อนอีกต่อไปแต่กลับมองเราเป็นอย่างอื่นเปรียบเหมือนซอมบี้ที่มองเราเป็นอาหารที่มันต้องการ แน่นอนว่าฉันยังคิดถึงวันเก่าๆ เค้าคนเดิมที่เคยมีวันดีๆด้วยกันทั้งๆที่รู้ว่าไม่มีมีวันย้อนกลับมาได้อีกแล้วถึงแม้ว่าจะพยายามไม่สนใจความคิดเหล่านั้นของเค้าแต่มันก็เติบโตได้รวดเร็วเหมือนไวรัสและกลืนกินเค้าไปตลอดกาล จนสุดท้ายแล้วคงมีทางเลือกแค่สองทางคือ ยอมเปลี่ยนไปเป็นซอมบี้เหมือนกับเค้าเพื่อที่จะได้อยู่ด้วยกันและสานต่อเรื่องราวในมุมแห่งความรักต่อไป หรือ ยอมฆ่าเค้าทิ้งซะเพื่อปลดปล่อยเค้าจากสิ่งที่เค้าเป็นอยู่ การฆ่าซอมบี้ความรักอาจไม่ได้เหมือนในหนังที่ต้องเอาปืนมายิงเข้าที่หัวแต่เป็นการยิงเข้าที่หัวใจ ทิ้งให้เค้าขาดอาหารก็คือเรา สุดท้ายก็จะปวดใจจนตาย อาจดูโหดร้ายนะแต่ก็คงต้องเลือก สุดท้ายเราอาจมองว่าความรักเป็นเรื่องสวยงามแต่อย่าลืมซะหละว่าความรักที่เกิดขึ้นเพียงด้านเดียวนั้นมันอาจไม่ได้สวยงามและอาจน่ากลัวเหมือนซอมบี้ในหนังที่ต้องการที่จะ"กิน"ความรู้สึกและตัวเราแทน เหลือเพียงคำว่ายอมและไม่ยอมเท่านั้น จนวันนี้เพื่อนสนิทของผมคนนี้ได้กลายเป็นซอมบี้ที่สมบูรณ์แบบ ไม่ได้มองผมว่าเป็นเพื่อนอีกต่อไปแล้ว ไม่มีถ้อยคำของความสนิท เหลือเพียงถ้อยคำและความต้องการที่จะคอบคลองและเปลี่ยนฉันให้กลายเป็นซอบบี้เหมือนกัน สุดท้ายผมคงเลือกยิงเค้าเข้าที่หัวใจเพราะผมนั้น ไม่ได้รัก...
0 | 307

ความจริงที่ว่าเราทุกคนเป็นคนดี แต่ ...

เป็นคนดี" ในความหมายคือการทำดีกับตัวเองนั่นแหล่ะ ไม่ว่าจะด้วยความคิดหรือการกระทำที่เราคิดว่ามันจะสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ในทางตรงกันข้าม ถ้าสิ่งที่เราคิดหรือกระทำมันไปทำให้คนอื่นเสียประโยชน์ คนเหล่านั้นก็จะมองว่าเราเป็นคนไม่ดีทันที สิ่งที่จะบอกคือคำว่าดีหรือไม่ดีมันก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนว่าใครได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อะไร จะมองมุมไหนมันก็ถูกต้องทั้งนั้น ถ้าเราทุกคนสนใจเลือกที่จะทำแต่เรื่องที่เป็นประโยชน์ก่อน วันนึงเราคงใจกว้างมากพอที่จะสร้างประโยชน์ให้คนอื่นที่นอกจากตัวเองด้วย ส่วนใครจะไม่เข้าใจหาว่าเราเป็นคนไม่ดีก็คงต้องปล่อยไปเพราะทุกคนต่างก็เป็นคนดีในแบบของตัวเองอยู่แล้ว
1 | 2024

มนุษย์เป็นสัตว์สังคม..

พึ่งพาเพื่อเอาตัวรอดมาตั้งแต่ไหนแต่ไรในอดีต มนุษย์ถ้ำช่วยกันทำมาหากิน ผลัดเวรกันเฝ้าบ้าน เฝ้าที่อยู่ เฝ้าทารก ความเป็นสัตว์สังคมช่วยทำให้เผ่าพันธุ์ของเราอยู่รอดจนกลายมาเป็นเผ่าพันธุ์ที่อยู่บนสุดในห่วงโซ่อาหาร จวบจนปัจจุบัน ความเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ก็ยังเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนความเป็นมนุษย์ให้ยืนหยัดและก้าวหน้า เราเปลี่ยนจากมนุษย์ถ้ำในอดีต มาเป็นมนุษย์แห่งยุคโลกาภิวัตน์ เราเปลี่ยนจากการล่าสัตว์เพื่ออยู่รอด มาเป็นการทำงานเพื่อเก็บสะสมเงิน แต่กระนั้น การเข้าสังคมของพวกมนุษย์มีความเปลี่ยนไปในทางตรงกันข้ามอย่างน่าหนักใจ มนุษย์เริ่มมีการแบ่งแยกชนชั้น และการจำแนกพวก เริ่มมีวรรณะ เริ่มมีความรวยจน เริ่มมีการตัดสินบุคคลที่ไม่เหมือน เริ่มมีการกลั่นแกล้งผู้ที่ด้อยกว่า ที่กล่าวมาอาจเป็นภาพใหญ่ไปเสียหน่อย อยากจะย่อยให้สังเกตได้ในสังคมเล็กๆที่เราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียนหรือในที่ทำงาน การแบ่งแยกและการเหยียดกันเพื่อไต่เต้า การเหยียบเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเองเพื่อก้าวไปสู่บันไดสังคมขั้นที่สูงกว่ากลายเป็นเรื่องปกติ ในโรงเรียนที่ดูเป็นที่ที่ปลอดภัย สังคมประดิษฐ์เพื่อเตรียมเด็กคนหนึ่งให้โตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ เราพบการกลั่นแกล้งมากมายของเด็กตัวเล็กจนกระทั่งวัยรุ่น การล้อเลียนและการด่าทอพบได้ทั้งในเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิง จากบทความในเว็บไซต์ education.com กล่าวถึงสาเหตุหลักในการล้อเลียนว่า ผู้ชายทะเลาะเพื่อแสวงหาการยอมรับในหมู่เพื่อนโดยใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ในขณะที่ผู้หญิงทะเลาะเพื่อแสวงหาความมั่นใจในการเข้าสังคมผ่านคำพูดและการเสียดสี ผู้ที่ถูกกลั่นแกล้งจะรู้สึกชนะและได้รับความรู้สึกถึง ‘ความเหนือกว่า’ มองในภาพรวมจะเห็นว่าเป็นข้อดีของคนที่กลั่นแกล้งที่จะได้รับความมั่นใจนั้นติดตัวกลับไป แต่เป็นข้อเสียของคนที่ถูกกระทำที่จะรู้สึกกดดันและรู้สึกด้อย ตัดภาพมาในสังคมการทำงาน เหมือนความเป็นผู้ใหญ่จะทำให้คนรักษาการแสดงออกที่ไม่สุภาพทางกายออกไปได้ แต่หารู้ไม่ว่าการเหยียบและเหยียดกันในสังคมทำงานแยบคายและซับซ้อนกว่ามาก เราไม่สามารถแสดงออกได้ตรงๆแบบเด็กตัวเล็กๆในโรงเรียน ในโลกของการทำงานที่ทุกคนสู้เพื่อตัวเองและความเป็นมิตรแท้หาได้ยาก เป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโรคซึมเศร้าและการดิ่งในอารมณ์ของมนุษย์ออฟฟิศ โลกของการทำงานไม่มีครูบาอาจารย์คอยควบคุมกฎ หลายครั้งไม่เหลือช่องว่างให้ผู้ใหญ่คนนึงทำพลาดและล้มเหลวได้เลย ดราม่าในที่ทำงานหลากหลายนานาประการทั้งความอิจฉาและการเสแสร้ง เป็นเรื่องที่ได้ยินทั่วไปในวงเหล้าของผู้ใหญ่อย่างไม่น่าสงสัย ประกอบกับความเครียด ความกดดัน และความรับผิดชอบมากมายที่ต้องแบกรับ ไม่ได้ทำให้โลกแห่งการทำงานของผู้ใหญ่สนุกขึ้นเลยเมื่อมองภาพรวม ทุกคนล้วนเหยียดกันเพื่อหาพวก เหยียบกันเพื่อไต่เต้า เพื่อขึ้นไปบนห่วงโซ่ในหมู่มนุษย์ที่ไม่มีวันสิ้นสุด คุณเหลืออะไรไว้ด้านล่างบ้างนอกจากความเสแสร้งและความไม่จริงใจ? บางทีเราอาจต้องลองกลับมาทบทวนตัวเองกันเสียใหม่ ความเป็นสัตว์สังคมที่เคยช่วยให้เรารอดมาตั้งแต่อดีต บัดนี้ได้กลายเป็นพื้นที่แห่งการอวดอ้างและจอมปลอม บทความนี้ไม่ได้พูดถึงกลุ่มบุคคลใดเป็นการเฉพาะ หากแต่เป็นการสังเกตการณ์ผ่านสิ่งที่เห็นรอบข้างและภาพใหญ่ที่เผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังมุ่งไป ทุกคนกำลังสับสน และความจริงใจต่อกันอาจจะกลายเป็นมีค่ามากกว่าทองคำ โลกหมุนไปอย่างรวดเร็วเสียยิ่งกว่าอะไรดี ในอนาคตเงินตรา ธนบัตรและเหรียญอาจไม่มีความจำเป็นอีกต่อไปเนื่องจากสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin มนุษย์กลับหันหลังให้แก่กันและช่วงชิงผลประโยชน์ทุกอย่างที่หาได้เพื่อตัวเอง แล้วความมั่นคง ความรัก และความจริงใจ ทำไมเหือดหายไปจากพวกเรากันเล่า? เทคโนโลยีช่วยให้ชีวิตเราสบายขึ้น อุปกรณ์ใช้สอยอำนวยความสะดวกเรามากขึ้นมากว่าแต่ก่อน ไม่ได้หมายความว่ามนุษย์ต้องพยักหน้าตอบตกลงกับสังคมแห่งการเหยียดนี้แต่อย่างใด อยากให้ทุกคนเข้าใจและร่วมกันแก้ไข เพื่อให้โลกนี้น่าอยู่ขึ้นแม้จะเล็กน้อยมากเพียงไหนก็ตาม ในวันที่โลกมีอัตราข่มขืนเพิ่มขึ้น ยังคงมีกลุ่มพิทักษ์สิทธิ์สตรี ในวันที่โลกมีการเหยียดสีและเหยียดเพศ ยังคงมีสมาคม LGBT และการสอนถึงการยอมรับความแตกต่าง ในวันที่ช่องว่างความรวยจนเพิ่มขึ้นอย่างหน้าหนักใจ ยังมีมูลนิธิและองค์กรเพื่อสังคมมากมายให้มองเห็น ในวันที่หลายคนเลือกที่จะเมินเฉย เหยียด และเหยียบกันอยู่นั้น ยังคงมีคุณที่เลือกที่จะเปลี่ยนความคิด ทัศนคติ และการกระทำได้ คราวหน้าหากเราจะตัดสิน ดูถูก หรือเหยียดหยามคนอื่น ทั้งที่ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ดี ให้ลองหยุดความคิดและความบาดหมางนั้นไว้สักครู่ ร่วมด้วยช่วยกัน ให้มนุษย์ยังคงเป็นสัตว์สังคม ที่ร่วมด้วยช่วยกันเพื่ออยู่รอดไปด้วยกันด้วยเทอญ -- www.moom-mong.com มุมมอง สังคมแห่งความเข้าใจ แหล่งกำลังใจไม่จำกัดจากคนไทย เพื่อคนไทย
1 | 148

แค่เสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนแปลง

าตีหนึ่งแล้ว ชั้นอยากจะเขียนอะไรสักอย่างหนึ่งจากหลายวันที่ผ่านมาที่ตัวชั้นเองสับสนวุ่นวายใจ หลังจากที่กลับมาจากเรียนภาษาจีนที่ประเทศจีน ชั้นก็วางแผนขอทุนเรียนป.โทต่อทันที เพราะชั้นยังไม่อยากทำงาน ยังอยากไปเผชิญชีวิตด้วยตัวเอง แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทุนนั้น ถึงชั้นทำใจไว้แล้วส่วนหนึ่ง แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันก็จุกอกเหมือนกัน ตอนนั้นชั้นรู้สึกเคว้งคว้าง จิตตก นึกท้อถอย บางทีชั้นก็เบื่อตัวเองที่เป็นนี้เหมือนกันนะ แต่ก็ไม่รู้จะแก้ไขยังไง เพราะบางทีชั้นก็ไประรานคนอื่นด้วย ทำให้เค้ารู้สึกรำคาญ เข้าเรื่องต่อ เวลาผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ชั้นฮึดกลับมาอีกครั้ง ครั้งนี้ตั้งใจจะหางานทำที่ประเทศไทย มีหลายบริษัทเรียกชั้นไปสัมภาษณ์หลายแห่ง ชั้นปฎิเสธไปบ้างตอบรับไปบ้าง ที่ทำอย่างนี้ เพราะชั้นกลัวและดูถูกตัวเอง ชั้นคิดว่าความสามารถของตัวเองคงจะทำงานให้บริษัทไม่ได้ จนกระทั่งชั้นเจองานที่คิดว่าทำได้ เลยส่งใบสมัครไปดู หลังจากนั้นบริษัทก็ให้ชั้นลองทำแบบทดสอบ ด้วยประสบการณ์ด้านงานอันน้อยนิดของชั้น แบบทดสอบของชั้นก็เลยไม่ผ่าน เอาล่ะ เริ่มจิตตกอีกแหละ เคว้งคว้างอีกแหละ เบื่ออีกแหละ เหมือนวงล้อที่เราไม่คิดว่าจะหมุนมาเจอช่องคะแนนน้อยๆ อีกหรือจับสลากได้แต่ของห่วยๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ก็จะให้ทำไงได้ล่ะเนอะ ชะตาก็คือชะตา ครั้งนี้ชั้นรู้สึกแย่นานว่าครั้งก่อน แล้วเวลาก็ผ่านไปราวกับถอนหายใจเฮือกหนึ่ง ชั้นลุกขึ้นมาอีกครั้ง และครั้งนี้ชั้นจะไม่ดูถูกตัวเอง ชั้นไปสัมภาษณ์ทุกบริษัทที่เรียก และแล้วก็มีบริษัทหนึ่งเรียกชั้นเข้าทำงาน ชั้นดีใจมากและตอบรับทันที แต่ใครจะไปนึกเล่าว่าไปทำงานได้แค่สองวัน ชั้นก็ต้องออก เหตุผลก็คือชั้นได้รับรู้ถึงความไม่มั่นคงของบริษัท ระบบการจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ หัวหน้าที่ไม่ฟังเหตุผล เอาตัวเองรอด และทุกคนในทีมที่ลาออกพร้อมกันในวันเดียว ชั้นรู้สึกมึนๆอยู่เหมือนกันตอนเดินออกมา อะรไว่ะ ทำงานที่แรกก็ออกเร็วขนาดนี้เลย เหอะๆ หลังจากนั้นชั้นก็หางานต่อและคิดว่าเลือกงานที่อยากทำจริงๆ และเหมาะกับตัวเองดีกว่า ไม่งั้นก็ต้องเจอแบบนี้อีก ชั้นจึงได้ยื่นใบสมัครสายงานที่ตรงใจชั้นที่สุด ขณะเดียวกันชั้นก็คิดว่านี่จะเป็นการหางานครั้งสุดท้ายแล้ว ไม่ใช่ว่าชั้นท้อนะ แต่ว่าชั้นแค่คิดว่ามันยังไม่ใช่ช่วงเวลาของชั้น และชั้นควรไปศึกษาหาความรู้ต่อดีกว่า บริษัทแห่งสุดท้ายเรียกชั้นเข้าสัมภาษณ์งาน ซึ่งวันนัดสัมภาษณ์งานก็คือวันนี้นี่เอง ก่อนหน้านั้นชั้นแทบไม่ได้เตรียมตัวอะไรมาก อาบน้ำ ดูรายการทีวี และก็เข้านอน ราวกับว่าชั้นปลงจากทุกสิ่งอย่าง ไม่ได้รู้สึกเครียดหรือรู้สึกอะไรเลย แค่ตื่นเช้าไปสัมภาษณ์งานเท่านั้น ช่วงแรกของการสัมภาษณ์ชั้นนั่งทำแบบทดสอบอย่างเงียบงัน อาจจะมีเกร็งบ้างตอนสัมภาษณ์กับฝ่ายHR แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยดี พอถึงช่วงบ่ายชั้นถูกเรียกเข้าไปสัมภาษณ์กับบก. ชั้นไปนั่งอยู่ต่อหน้าเค้า สบตากับบก. แล้วเค้าก็เริ่มอธิบายงานที่ชั้นต้องรับผิดชอบ ช่วงนี้เค้าพูดอยู่นั้น ชั้นรู้ตัวเลยว่างานนี้ความรับผิดชอบสูงกว่าที่ชั้นคิดไว้มาก ชั้นนั่งมองหนังสือตัวอย่างของบริษัทสลับกับพิจารณาความต้องการของตัวเอง ชั้นนึกถึงสิ่งที่อยากจะทำจริงๆ กับความรับผิดชอบยิ่งใหญ่ตรงหน้า สุดท้ายแล้วชั้นควรเลือกอะไร นี่เป็นสิ่งที่ชั้นต้องการนี่งานในอุดมคติ สมองสั่งให้ชั้นพูดออกไป แต่ใจสั่งให้ชั้นปิดปากเงียบ เห็นมั้ย ชั้นมีสิทธิ์เลือกได้ด้วยเหรอ เหอะๆ หลังจากนั้นชั้นก็บอกลาบก. อยากจะขอโทษเค้าเหมือนกันนะที่ทำให้เสียเวลากับชั้น ชั้นเดินจากมาเพราะไม่อยากไม่มีเวลาให้กับสิ่งที่ชั้นอยากจะทำ และชั้นรู้ตัวว่าไม่สามารถรับผิดชอบหน้าที่นี้ได้ ชั้นยังไม่แกร่งขนาดนั้น นี่สินะ ที่เรียกว่า รู้จักประมาณตน มีคนที่เหมาะสมมากกว่าชั้น ชั้นไม่อยากเสียเวลาอีกแล้ว ขอเดินต่ออีกหน่อยล่ะกันนะ
1 | 191

ความเปลี่ยนไปที่หมู่บ้าน

ความเปลี่ยนไปที่หมู่บ้าน เช้าตรู่ชีวิตของผู้คนยังคงดำเนินไปอย่างรีบเร่งเฉกเช่นเหมือนทุกวันที่ผ่านมา สิ่งรอบข้างเรากำลังเดินเครื่องไปตามกลไกของมันประหนึ่งดูเหมือนว่าชีวิตในชุมชนแห่งนั้นกำลังแยกตัวออกห่างจากธรรมชาติที่บรรพบุรุษได้เก็บรักษาเอาไว้ไปสู่ชีวิตแบบสังคมเมืองเข้าไปทุกวัน “น้ำกระจาย” คือชื่อของหมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในเขตของอำเภอเมือง จังหวัดสงขลา เป็นหมู่บ้านขนาดเมื่อเทียบกับหมู่บ้านข้างเคียงในพื้นที่ซึ่งมีสภาพกึ่งเมืองกึ่งชนบท เพราะการเข้ามาของกระแสการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ในต่ำแหน่งที่ดีในทางยุทธศาสตร์การพัฒนาของจังหวัดจึงไม่น่าแปลกใจที่หลายสิ่งหลายอย่างจะถั่งโถมเข้ามายังหมู่บ้านแห่งนี้ แต่ถึงแม้จะมีวิถีของสังคมเมืองเข้ามาครอบงำชีวิตผู้คนในหมู่บ้านถึงกระนั้นก็ยังมีวิถีการดำเนินชีวิตแบบเดิมๆแกเช่นคนรุ่นปู่รุ่นย่าให้คนรุ่นใหม่ได้เรียนรู้สัมผัสกันอยู่บ้าง แน่นอนห้องครัวของที่นี้ผลิตผลต่างๆยังคงมาจากภาคเกษตรกรรม ถึงแม้คนรุ่นใหม่จะหันหลังให้กับที่ทำกินมุ่งหน้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม แต่ธรรมชาติของที่นี้ยังคงมีลมหายใจอยู่ เพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้ใช้เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตต่อไป ป่าไม้ ลำธาร สวนยาง ทุ่งนา ยังคงให้ประโยชน์กับต่อคนในชุมชนแห่งนี้ ถึงแม้ว่าหมู่บ้านแห่งนี้จะไม่ได้ทำการเกษตรอย่างเต็มรูปแบบที่ต้องใช้ปริมาณน้ำคราวละมากๆ เช้าๆคนเฒ่าคนแก่ยังคงมุ่งหน้าสู่ท้องไร่ ท้องนา ป่าสวน แต่คนหนุ่มคนสาวมุ่ง กลับมุ่งหน้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมช่างเป็นวิถีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนุ่มสาวไปจนถึงคนวัยกลางคนบางคนยังยึดอาชืพทำไร่ทำสวนเป็นรายได้หลักของครอบครัว ลำคลองสายหลักและสายเดียวของหมู่บ้านแห่งนี้ยังคงมีคนเห็นคุณค่าของมันอยู่บ้าง ลำคลองสายนี้มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาเทวดาไหลเรื่อยไปบรรจบกับจบกับคลองพะวง ถึงแม้ว่าผืนป่าด้านบนนั้นจะถูกตัดโค่นแปลงสภาพเป็นสวนยางพาราหรือที่อยู่อาศัย แต่ก็ยังมีพื้นที่ของป่าหลงเหลืออยู่บางส่วนเอาไว้รำลึกถึงวันวานของถิ่นนี้ได้ พื้นที่ส่วนหนึ่งบนนั้นถูกเจ้าของขายให้กับนายทุนเพื่อตัดหน้าดินขายเอาไปถมที่ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เวลาใกล้เที่ยงผมแวะกินข้าวที่สำนักสงฆ์เทือกเขาเทวดาได้ชมทิวทัศน์ที่แปลกตาไปอีกมุมหนึ่ง จังหวะหนึ่งได้นั่งคุยกับผู้เฒ่าผู้แก่คนหนึ่งที่นำเอาอาหารมาถวายพระแกเล่าถึงความหลังครั้งเก่าให้คนรุ่นหลานอย่างผมฟังว่า อยากให้ธรรมชาติเป็นเหมือนดั่งเมื่อก่อนที่อุดมสมบูรณ์ถึงไม่มีเงินก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างไม่ขัดสน แต่ปัจจุบันมีแนวโน้มว่าการมีเงินมากแค่ไหนก็อยู่ยากในภาวะที่ธรรมชาติล่มสลาย เพราะเงินซื้อทุกสิ่งไม่ได้นั้นเอง ยายคนหนึ่งเล่าว่าสมัยก่อนเวลาเดินทางกลับจากไร่จากสวนในตอนเย็นแก่ๆ ระหว่างทางกลับบ้านจะมีการแลกเปลี่ยนผลผลิตที่เพิ่งเก็บมาจากไร่สวนกันไปตลอดทางเป็นวิถีแห่งการแบ่งปั้น ซึ่งไม่รู้ว่าคนรุ่นใหม่สักกี่คนที่จะสืบทอดวัฒนธรรมที่ดีงามเหล่านี้เอาไว้ ตกเย็นผมเดินลงมาจากสำนักสงฆ์เขาเทวดาโดยใช้เส้นทางสันเขาเส้นทางค่อนข้างสะดวกสบายกว่าแต่ก่อนเยอะ เหตุเพราะมีสำนักสงฆ์แห่งนี้มาตั้งอยู่นั้นเอง ทางเดินมาสุดตรงเนินเขาอีกด้านหนึ่งตรงกับหอสมุดกาญจนาภิเษกอยู่เบื้องงหน้าใกล้จนมองเห็นกลุ่มเด็กวัยรุ่นในหมู่บ้านใช้ลานจอดรถเป็นสนามฟุตบอลพลาสติก ในใจผมก็คิดว่าเป็นภาพที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ฉากเบื้องหลังคืออาหารทางปัญญาคือหอสมุดที่ให้พวกเด็กๆเหล่านี้ได้ใช้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ในด้านต่างๆ เบื้องหน้าคือ อาหารทางร่างกายนั่นก็คือ การออกกำลังกายนั้นเอง ไม่ไกลจากหอสมุดกาญจนาภิเษกเป็นที่ตั้งของสนามชนโดบ้านน้ำกระจาย เห็นคนเดินจูงวัวชนเดินออกกำลังกายกันขวักไขว่ ผมแอบเดาเอาในใจว่าอาจเดินไปแล้วพลางพูดกับวัวชนไปด้วยว่า “รอบนี้ต้องชนะให้ได้เพราะเดิมพันนั้นหลายหมื่นอยู่” อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็คงรู้ผลว่าวัวชนตัวนี้จะชนะหรือแพ้ อากาศวันนี้ค่อนข้างร้อนผมอยากหาต้นไม้ใหญ่สักต้นหนึ่งเพื่อที่จะนั่งใต้ร่มเงาของให้หายเหนื่อยล้าก่อนที่จะเดินทางต่อเข้าไปยังตัวหมู่บ้าน มีต้นเลียบสูงใหญ่อายุหลายปีอยู่ต้นหนึ่ง พอที่จะเข้าไปอาศัยร่มเงาของมันผ่อนคลายคลายความเหนื่อยล้าได้ บริเวณนี้เคยเป็นสถานีรถไฟเก่าสาย หาดใหญ่ – สงขลา เมื่อสมัยที่ทางรถไฟสายนี้ยังไม่ถูกยกเลิก ผมใช้เส้นทางรถไฟโคยสารไปโรงเรียนในตัวเมืองเป็นประจำ การรถไฟแห่งประเทศไทยมาประกาศยกเลิกเส้นทางรถไฟสายนี้เมื่อ พ.ศ 2521 ผมเห็นเด็กเล็กๆกลุ่มหนึ่ง 4-5 คนพร้อมด้วยฟุตบอลขนาดเล็กเดินมา ณ ลานใต้ต้นเลียบมันกำลังจะกลายเป็นสนามฟุตบอลเล็กๆของหมู่บ้านไปแล้วและต่อไปมันก็อาจจะกลายเป็นอะไรต่อมิอะไรอีกมายมากสุดแท้แต่จะให้มันเป็นไป หากคนเราอยู่ร่วมกับธรรมชาติด้วยการถ้อยทีถ้อยอาศัยก็จะเป็นการอยูร่วมกันแบบยั่งยืนไม่มีใครเอาเปรียบใคร ผมเดินเรื่อยๆขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจนเดินมาถึงป่าช้าของหมู่บ้าน ซึ่งปัจจุบันดูไม่น่ากลัวเหมือนในอดีตเพราะมีพระสงฆ์มาตั้งสำนักปฏิบัติธรรมอยู่ในป่าช้าทำให้บรรยากาศดูอบอุ่นขึ้นเยอะ พุทธศาสนาไม่เคยห่างหายไปจากจิตใจของคนไทย เช่นกันที่หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีผู้คนเดินทางมาฟังพระท่านเทศน์ธรรมะอย่างสม่ำเสมอเป็นศูนย์รวมจิตอีกแห่งหนึ่งในยามที่สภาพภายนอกกำลังสับสนวุ่นวาย ตะวันคล้อยหลังไปเยอะแล้วโอกาสเหมาะสำหรับการเดินเล่นกินลมจริงๆ ผมกลับมาใช้เส้นทางสายหลักเพื่อเดินเข้าสู่ตัวหมู่บ้านสองข้างทางเต็มไปด้วยสวนยางพาราที่มีมูลค่ากิโลกรัมหนึ่งไม่สามารถที่จะซื้อก๋วยเตี๋ยวแม้แค่ชามเดียว อ้าว....ผมเจอคุณลุงคนเดิมที่ผมเจอเมื่อตอนเช้าก่อนเดินทางสำรวจหมู่บ้าน ตอนแกออกไปสวน ตอนนี้แกกำลังเดินทางกลับบ้านเลยได้ผมเป็นเพื่อนร่วมทางอีกคน แกบ่นให้ผมฟังว่าปีนี้ฤดูแล้งมาถึงเร็วเหลือเกินพืชผลทางการเกษตรเลยแห้งเฉาตายไปเยอะแกบ่นไปตามประสาของเกษตรกรที่ไม่มีอะไรแน่นนอนบนสังคมบริโภคนิยม เดินมาถึงทางแยกแกเลยขอตัวไปตามทาง ผมเดินนึกอยู่ในใจว่าผมยังโชคดีที่เกิดมายังได้สัมผัสกับบรรยากาศของฝนตกแบบ 3 วัน 3 คืน ไม่หยุด ซึ่งเด็กรุ่นหลังไม่มีโอกาสได้สัมผัส เพราะเดี๋ยวนี้ฝนมันตกแบบ ตกๆ หยุดๆ นึกถึงทีไรชุ่มชื่นในหัวใจไม่หาย วัยเด็กกับเรื่องน้ำเหมือนที่จะเป็นของคู่กัน ตกเย็นอย่างนี้บรรดาแม่บ้านแม่เรือนทั้งหลายเร่ต่างก็กำลังวุ่นวายอยู่กับการหากับข้าวกับปลาที่จะมาประกอบอาหารสำหรับมื้อค่ำหลายครัวเรือนที่เป็นคนยุดใหม่ตัดปัญหาความยุ่งยากทั้งปวงโดยการซื้อแกงถุงสำเร็จรูปในราคาถุงละ 20 บาท มีหน้าที่แค่แกะถุงใส่ถ้วยแล้วก็กิน แต่อีกหลายๆครัวเรือนเลือกที่จะปรุงอาหารจากผลผลิตจากผืนดินและท้องน้ำ นั่งล้อมวงกันกินข้าวอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้างถึงจะน้อยนิด ผมเดินไปพลางจมูกได้กลิ่นของแกงส้ม ปลาทอด จากกระทะของบ้านใดบ้านหนึ่งละแวกนี้ ช่างเรียกน้ำย่อยในกระเพาะอาหารได้ดีจริงๆ กลุ่มพ่อบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกันเริ่มจับกลุ่มพูดคุยกันในเรื่องสัพเพเหระ ต่างๆ นานา หลังเลิกจากหน้าที่การงานทั้งในไร่ ในสวนและในเมือง แน่นอนสิ่งที่ขาดไปเสียมิได้ในวงสนทนาคือ “น้ำเมา” บ้านที่พร้อมหน้าพร้อมตา พ่อ แม่ ลูก หลาน ปู่ ย่า ล้อมวงกันกินข้าวเห็นแล้วเกิดความอบอุ่นในหัวใจ ทำให้ผมเกิดความรู้สึกหิวข้าวขึ้นมาในทันใดและกระตุ้นให้ผมรีบกลับบ้านไปนั่งล้อมวงกินข้าวกับครอบครัวของผมบ้าง ก่อนนอนในคืนนั้น ผมยังรู้สึกประทับใจกับสิ่งดีๆ กับภาพหลายๆภาพที่เกิดขึ้นในหมู่บ้านของผมที่ผมได้พบเห็นมาวันนี้ เรื่องราวในชุมชนของผมซึ่งคนที่อื่นอาจไม่รู้และไม่มีวันรู้เลย ผมอยากให้ภาพดีๆ เหล่านั้นอยู่คู่กับชุมชนของผมไปอีกนานแสนนาน ณ ที่ “ น้ำกระจาย ”
1 | 289

พลังของคำ "ขอบคุณ"

พลังมากมาย ในการดำเนินชีวิต ไม่ว่าคุณจะรู้สึก หรือไม่ ก็ตาม แต่ทุกๆครั้งที่เราได้ เอ่ยคำขอบคุณต่อสิ่งใด มันคือการส่งพลังบางอย่างถึงผู้รับ เช่นเดียวกัน คำขอบคุณ สามารถเปลี่ยนความรู้สึกของเราได้ หากเรารู้สึกขอบคุณกับทุกๆสถานการณ์อย่างซาบซึ้งใจ เราจะพบว่ามีบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ให้เราได้เรียนรู้มันเสมอ คำ ขอบคุณ สามารถสร้าง ความสุข ให้กับทั้งผู้พูด และ ผู้รับฟัง และคำขอบคุณเป็นเพียงประโยคสั้นๆ ที่สามารถสร้างความประทับใจและรอยยิ้มได้มากมาย ขอให้เราขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่มีส่วนทำให้ชีวิตของเราดำเนินต่อไปได้อย่างมีความหวัง และขอบคุณพื้นที่แห่งนี้ ที่ได้มีโอกาสเข้ามารับเอากำลังใจจากการแบ่งปันของเพื่อนๆทุกคน ...
0 | 100

วันแม่เมื่อไม่มีแม่

รับตอนรู้ข่าว บุพากรีที่ผมรักที่สุดกำลังจะจากไป ทุกวันนี้ความหวิว ความใจหายยังไม่หายไป เป็นสิบวันแม่แล้วที่ไม่มีแม่ เป็นบทเรียนราคาแพงที่อยากเรียงร้อยออกมาเป็นถ้อยคำ ตอนรู้ข่าวไม่อยากจะเชื่อ หลอนอยู่นานคิดว่าความจริงกับความฝันสลับกัน กลายเป็นคนอยากนอนเพื่อฝัน อยากลืมวันเวลาและชีวิตจริงๆตอนตื่น เพื่อให้ได้คุยกับแม่ในฝัน เพื่อให้ได้บอกกล่าว พูดคุย ในเรื่องที่ไม่มีโอกาสได้บอก วันแม่หลายปีแรกที่ไม่มีแม่ เป็นความรู้สึกช้อค เป็นความรู้สึกโหวงโหวง และไม่ยอมรับความจริง พอเริ่มทำใจได้ก็เริ่มกลับมาอยู่กับความจริงได้อีกครั้ง แม่จากไปแล้ว และมันคือความจริง ยอมรับในสิ่งที่เกิด และเฝ้าดูวันแม่ผ่านไปอย่างเหงาหงอย มองเห็นเพื่อนๆถ่ายรูปแม่เต็มโซเชียล รู้สึกมีความสุขเวลานั่งเห็นภาพผู้หญิงสายตาอ่อนโยนมีความสุขเวลาลูกนึกถึง คงเป็นภาพที่เราไม่มีโอกาสทำมันอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้แม่คงอยู่ในสวรรค์ หรืออยู่สักที่ที่เราไม่รู้จัก ไม่เป็นไร.. อย่างน้อยการมัวอาลัยกับสิ่งที่ผ่านไปแล้ว ย่อมไม่มีประโยชน์ ยังมีหลายคนในครอบครัว และคนสำคัญให้เราดูแล พ่อ พี่ น้อง ครอบครัว และบุคคลต่างๆที่เอื้อหนุนให้เราโตมาจนเลี้ยงตนเองได้ ทุกคนล้วนหวังดีและพร้อมจะอยู่ข้างๆเราเสมอในวันที่อ่อนแอ หลายคนอาจลืมหน่วยเล็กๆที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’ ที่มีหน้าที่อันสำคัญ คือเป็นฐานให้ใจคอยพักพิงเมื่อเจอปัญหารุมเร้าไป ให้วันแม่ที่ไม่มีแม่ เป็นวันที่ระลึกถึง เป็นวันที่เราจะรวมพลังและนึกถึงสิ่งที่เกื้อกูลชีวิตหนึ่งให้ได้โตขึ้นมาสมบูรณ์ แข็งแรง จะกี่วันแม่ที่ไม่มีแม่ ลูกที่คิดได้อย่างนี้ ย่อมชื้นใจ เจริญ และประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน แด่วันแม่ที่ผ่านพ้นไป 12 สิงหาคม 2560
0 | 256

เมื่อผมเคยถูกด่าว่า "ทำอะไรไม่ได้หรอก" อ.อุ๊ก็เคยโดนคนพูดว่า "เป็นเด็กไม่มีอนาคต"

ีที่แล้ว TedXChulalongkornU อาจารย์อุ๊ได้ขึ้นพูด (ดูคลิปย้อนหลังได้ที่ https://www.youtube.com/watch?v=XIVFyHU79J0 ศรัทธาราคาสิบบาท | อุไรวรรณ ศิวะกุล) ซึ่งหลายอย่างของท่านเหมือนกับผมตอนเด็กๆ เลย มีคนดูถูกมากมาย ซึ่งเร็วๆ นี้ผมได้กลับมาดูคลิปอีกครั้ง ระหว่างนั่งทำงานในร้านกาแฟ ทำให้ผม "แทบจะร้องไห้กลางที่สาธารณะ" ผมก็เคยเจอแบบนี้มาเช่นกัน โดนด่า โดนดูถูกทำนองนี้เลย ทั้ง "เด็กปัญญาอ่อน" "เด็กทำอะไรไม่เป็น" "เด็กสงสัยมาก เด็กขี้สงสัย" "คนเข้าสังคมไม่ได้" "ไม่มีทางเจริญ" และดูตอนนี้ อ.อุ๊ เป็นอย่างไร? จนผมต้องเอาเรื่องนี้ไว้เตือนใจตัวเองบ่อยๆ เมื่อก่อน อ.อุ๊ ตอนเป็นเด็กนักเรียน ก็ไปขอช่วยงานอะไรก็มีแต่คนไม่ให้ แม้กระทั่งงานง่ายๆ ผมก็เคยเป็น ทุกวันนี้ก็ยังมีคนทำแบบนี้กับผมอยู่เช่นกัน ตอนผมโดนพูดทำนองนี้ผมก็เคยน้อยใจ ประมาณตัวผมไม่มีค่า ความดีอื่นๆ ที่ทำสะสมไม่มีคนเห็นเลย แต่พอได้ฟัง TedxTalk อันนี้ ผมก็จะพยายามนึกถึง อ.อุ๊ ตลอด ส่วน Quote ของ อ.อุ๊ ผมชอบมาก "ไม่มีใครเกิดมาดีไปซะหมด ไม่มีใครแย่ไปทุกอย่าง ทุกคนมีจุดเด่นเป็นของตัวเอง" ตัวผมเองก็เช่นกันต้องเตือนตัวเองตลอด อย่าคิดสั้น ใครเขาจะมองเรื่องไม่ดีก็ช่าง คนที่เข้าใจมองเราในด้านดีๆ ก็เยอะ และถ้าให้มาเขียนข้อดีของตัวเองเทียบกับข้อเสีย ใช้จำนวนกระดาษไม่เท่ากันแน่นอน ข้อดีใช้จำนวนกระดาษเยอะกว่าแน่นอน ขออนุญาติฝากมุมมองก่อนหน้านี้ เผื่อบางท่านยังไม่ทราบว่าตอนนี้ผมเป็นคนอย่างไร เมื่อเทียบกับคำดูถูก : ตั้งแต่เด็กจนโต (ตอนนี้ก็ยังมี) มีแต่คนหาวาผมไม่มีอนาคต เรียนไม่รู้เรื่อง ทำงานไม่รอด แต่ทำไมผมกลับเป็นตรงข้ามคำดูถูก? https://is.gd/Hn78E3 สิ่งดีๆ ไม่ได้ดูแค่เปลือกนอก และไม่จำเป็นต้องด่วนสรุป https://is.gd/Ux2WfF
1 | 293

สิ่งดีๆ ไม่ได้ดูแค่เปลือกนอก และไม่จำเป็นต้องด่วนสรุป

ด้ไม่หมด อันไหนผมปรับไม่ได้จริงๆ จะเลือกอะไร ระหว่างฟังน้ำลายราคาถูกแล้วไม่ทำอะไร หรือจะไม่สนใจแล้วรีดพลังสิ่งที่ดีออกมาให้มาก ย้อนกลับไปช่วงปี 3 และปี 4 ใกล้จะเรียนจบแล้ว ช่วงนั้นมีบางเหตุการณ์ทำให้ท้อจนถึงขั้นอยากจบชีวิตบ่อยๆ ถึงขั้นตอนใกล้จบต้องไปพบจิตแพทย์เลยทีเดียว (ช่วงนั้นใครตาม Twitter ผมก็อาจจะเห็นได้ว่าผมอาจจะเผลอทวีตไปว่า อาจเป็นทวิตสุดท้าย [ผมจำไม่ได้แแล้วด้วยว่าผมลบทวิตเหล่านั้นทิ้งไปแล้วไหม] และมีทวิตที่หดหู่ออกมาบ่อยๆ) ตอนนั้นเรียนก็เครียดนะ แต่ไม่มากเท่าไหร่หรอก ยังถือว่าสนุกอยากไปเรียนทุกวัน แต่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ตัวเองอาจจะไม่มีใครยุ่งด้วยในอนาคต เพราะว่าตอนนั้นสมัครประกวดอะไรก็แพ้ แพ้ แพ้ ไปสมัครขอช่วยงานนู้นนี่ก็ไม่มีใครเอา บางทีทำๆ อยู่ก็เทผมซะงั้น เพราะมาเจอข้อด้อยของผมแล้วก็โฟกัสแต่เรื่องนั้น ดึงผมออกโดยผมไม่ทันตั้งตัวเลย (จนเห็นเพื่อนหรือคนรอบข้างได้รางวัลนั่นนี่เยอะๆ ได้ทำโครงการใหญ่ๆ ผมก็ยิ่งท้อว่าทำไมเราเคยตั้งเป้าอยากเป็นแบบเขา แต่ทำไม่ได้ บางคนก็แซงหน้า บางคนก็มาดูถูกผม) บางทีก็เอะใจทำไมบางคนทำความดีเล็กน้อยแต่มีคนชมมากหนักหนา แต่ผมทำดีเป็น 100 อย่างไม่ค่อยมีคนชม แต่พอทำอะไรไม่ดี ปมด้อยหลุดออกมา อะไรพลาดออกไป คนก็จะมารุมด่าซ้ำเติมทันที เพราะหลายคนเห็นว่าผมเป็นคนไม่มีความสามารถ หรืออาจจะมองข้อด้อยนิดหน่อย (ที่ผมยอมรับว่ามันแก้ยากหรือแก้ไม่ได้จริงๆ) แล้วเหมารวมว่าผมเป็นคนไร้ประสิทธิภาพ แทนที่จะรีดความสามารถ รีด Performance อื่นๆ ที่เหมาะสมออกมา เพื่อกลบจุดด้อย อย่างที่ผมเคยบอกก็เหมือนเราซื้อรถกระบะมาแทนที่จะเอามาขนของตามที่มันออกแบบมาไว้ เราดันเอาไปวิ่งแข่งกับรถแข่งแล้วสู้ไม่ได้ก็เหมารวมว่ารถกระบะมันห่วยนั่นแหละ และอีกอันก่อนเราจะซื้ออะไร เรามักจะหารีวิวก่อน นั่นแหละ ใช่ว่าของที่ขายๆ กันจะดีร้อยแปดพันเก้า มันก็มีข้อดีข้อเสียต่างกันทั้งนั้น เราก็เลือกซื้อเลือกใช้ตามความเหมาะสม แต่กลายเป็นว่าพอเจอเหตุการณ์แบบนั้น สะสมเรื่อยๆ ทำให้ท้อมาก จนเกือบจะไม่อยากมีชีวิตต่อบ่อยๆ แต่ว่าคือตอนเรียนนี่คือเต็มที่เลยนะ แต่ว่าพออยู่บ้านหรืออยู่คนเดียวกับรู้สึกว่ากลายเป็นว่าท้อจนขี้เกียจมากขึ้น เวลาทำงานจิตใจไม่โฟกัสที่งานมากแบบเมื่อก่อน รู้สึกหดหู่ จนบางครั้งก็คือทำให้มันเสร็จๆ ไปด้วยซ้ำ จากที่เมื่อก่อนบางครั้งเรียกได้ว่าไม่สมบูรณ์ (สุดความสามารถเท่าที่ทำได้ แบบรีดพลังออกมาสุดๆ) ก็จะไม่นอน ไม่ไปไหนทั้งสิ้นเลยด้วยซ้ำ พอทำอะไรผิดพลาดก็ถึงขั้นต้องทำจดหมายขอโทษเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียวเพราะรู้สึกผิดมาก แล้วเจ็บใจสุดๆ (ความจริงจังเกินไปในชีวิตยังคงอยู่ด้วยเลยเป็นแบบนี้) จนกระทั่งช่วงใกล้จบได้มีโอกาสไปคุยกับอาจารย์หลายท่าน บางท่านอาจไม่รู้จักผมมาก่อน หรือรู้จักแบบแค่เคยเห็น เคยได้ยินอาจารย์ท่านอื่นเล่ามา แต่พอได้ฟังผมเล่านู้นนี่ให้ฟัง ก็มีออกทะเลจากเรื่องปัญหาชีวิตไปเรื่องคอมบ้าง เรื่องทีวีดิจิตอลบ้าง เรื่องสถานการณ์เกี่ยวกับเทคโนโลยี ณ ตอนนั้นบ้าง จนอาจารย์ก็ตกใจกันและบอกกับผมว่า "อย่างน้อยก็รอบรู้ดี อาจารย์ชื่นชม บางเรื่องเชื่อว่าคนที่เรียนทางสายนั้นโดยตรงอาจไม่รู้ด้วยซ้ำ" อาจารย์บางคนก็ชมว่า "จริงๆ แล้วผมเป็นคนที่จิตใจดี และมีความตั้งใจ อดทน คือจากที่ฟังผมเล่ามาว่าเคยทำอะไรมาก่อนก็รู้ได้เลย" เพื่อนผม รุ่นน้องผม ยังมาบอกเลยว่า "ชีวิตเป็นแบบนี้ก็ถือว่าดีมากแล้ว แม้จะไม่สุดยอดแบบคนอื่น แต่อย่าลืมว่ามีคนที่ด้อยกว่าอีกเยอะมาก" บางคนก็บอก "เป็นตัวของตัวเองบ้างก็ดีนะ ชีวิตเรา เราเป็นคนไม่ใช่หุ่นยนต์ ที่ต้องทำอะไรตอบสนองความต้องการคนอื่นตลอด" ยิ่งตามคนอื่น ตามกรอบ ก็ไม่ใช่ความเป็นธรรมชาติของตัวเอง ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เกิด ทำให้ผมมาย้อนนึกออกได้ว่าทำไมถึงยังมีพวก "เว็บไซต์หรือรายการที่เจาะตลาดเฉพาะกลุ่ม" แม้จะมีคนด่าว่าไม่ชอบอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ทีมงานเขาก็เต็มใจทำแบบนี้ แม้จะมีกลุ่มเป้าหมายไม่กว้างแต่ก็ภูมิใจ เพราะเขาต้องการความแตกต่าง ถ้าทำเหมือนคนอื่นหมดมันก็ไม่มีความแปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ก็ไม่เกิด และคนพวกนี้บางคนเขาก็ไม่แคร์คนที่ด่าด้วยซ้ำ บางทีพูดเลยไม่ชอบก็ไม่ต้องเปิด ไม่ต้องดู คอนเสปเราเป็นแบบนี้ ถ้าอยากได้แบบนั้นไปเว็บอื่น รายการอื่น ที่พูดมานี่ก็ต้องการจะบอกว่า คนเราทุกคนไม่ได้ดี 100% หรอก เพียงแต่คุณจะเลือกมองเขาที่จุดด้อยของเขาอันเล็กน้อยเท่ามดตัวเดียวบนจอ 42 นิ้ว หรือว่าจะเลือกเอาสิ่งดีๆ ของเขามาทุ่มกับงานที่เหมาะสม เหมือนกับเอาภาพที่ถ่ายสวยๆ มาอัดขยายใส่กรอบรูปขนาดใหญ่เต็มตานั่นแหละ สุดท้ายขอบคุณอาจารย์ที่เคยคุยกับผมและเข้าใจผม เปิดโอกาสให้ผมได้ช่วยงานนั่นนี่ ทำนู้นนี่ตลอดเวลาที่ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ (มีหลายท่านชื่นชมหลังได้เห็นการทำงานจริงๆ ด้วย) รวมถึงขอบคุณบุคคลทุกท่านที่ให้โอกาสผมมาจนถึงทุกวันนี้ และสุดท้ายผมก็ได้รางวัลจากคณะก่อนจบการศึกษานั่นก็คือ "รางวัลนักศึกษากิจกรรมดีเด่น" จริงๆ ตอนนั้นต้องขอบคุณเกม GTA San ด้วยที่มีครั้งนึงอยากฆ่าตัวตาย แต่พอมาเล่นเกมนี้แล้วหายเครียดเลิกคิดฆ่าตัวตายเลย (มันได้ระบายอารมณ์ดี เพราะในโลกจริงทำแบบในเกมไม่ได้ 555+ หลายคนอาจจะตกใจว่าผมชอบเกมแนวนี้มากๆ) น่าส่งเมล์ไปขอบคุณ Rockstar ที่มีส่วนช่วยให้ผมมีชีวิตได้จนถึงทุกวันนี้ (ฮา) สรุปคือต้องเมินน้ำลายราคาถูกแล้วรีดพลังสิ่งที่ดีออกมาให้มาก
0 | 172

ตั้งแต่เด็กจนโต (ตอนนี้ก็ยังมี) มีแต่คนหาวาผมไม่มีอนาคต เรียนไม่รู้เรื่อง ทำงานไม่รอด แต่ทำไมผมกลับเป็นตรงข้ามคำดูถูก?

ารณ์นะครับ จากการที่ผมมีคนดูถูกมาตั้งแต่เด็ก จนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีอยู่ แต่ก็อยากแชร์มุมมองเช่นกัน เพราะอยากพูดแรงๆ เลยว่า "พวกที่มองแต่ด้านแย่ๆ ของผมแล้วด่า นั่นคือพวกน้ำลายราคาถูก" ตอนเด็กๆ เคยโดนคนด่า โตขึ้นเรียนไม่รู้เรื่องหรอก เข้าสังคมไม่ได้ ปัญญาอ่อน ก็เรียนจนจบ ม.6 ได้ เพื่อนก็มี พอมาเรียนมหาลัย โดนด่า ระวังไม่จบหรือจบช้า ทำกิจกรรมเยอะ ปรากฎว่าเรียนจบ 4 ปีเป๊ะ ได้รางวัลนักศึกษากิจกรรมดีเด่นทั้งของคณะและของมหาวิทยาลัย และได้รางวัลสร้างชื่อเสียงให้มหาวิทยาลัยจากการประกวดระดับประเทศ อธิการบดีในขณะนั้นยังชื่นชม คนเรามีความห่วย มีอะไรด้อยๆ อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าคนเขาจะมองแต่สิ่งที่ด้อยเพื่อซ้ำเติม หรือเลือกที่จะมองสิ่งดีๆ ที่มีมากกว่าและให้การสนับสนุน ผมเข้าใจว่าสิ่งดีๆ มันเอามาแทนสิ่งด้อยคนละเรื่องไม่ได้ แต่ก็แน่นอน คุณจะเอารถบรรทุกไปวิ่งแข่ง? ก็มองให้เป็นใช้ให้ถูกประเภท ผมไม่อยากอวยตัวเองอะไรมากมาย แต่จากอดีตถึงปัจจุบันทำคนหงายเงิบไปเยอะ บางคนยังต้องมาง้อ และทุกวันนี้ก็โดนด่า ล้มเหลวบ่อย แต่ผมขอถามมว่าทำ 10 อย่างล้ม 5 อย่าง vs ไม่ทำอะไรเลย อันไหนดีกว่ากัน ดูอย่างเอดิสัน ถ้าเขาเกิดเครียดฆ่าตัวตายก่อนเพราะทำหลอดไฟไม่สำเร็จ 100 กว่าครั้ง โลกนี้คงมีหลอดไฟให้ใช้ช้าขึ้น หรือไม่มีเลย ถ้าแจ็คหม่า ยอมแพ้ ฆ่าตัวตายตั้งแต่เจ๊งหลายอย่างเมื่อ 10 ปีก่อน วันนี้ alibaba ก็ไม่เกิด
2 | 228

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา

ัวเอง มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ที่จะยอมรับกับตัวเองว่ามีปัญหา ฉันมักจะมีการปฏิเสธความเป็นจริง ปฏิเสธว่าตัวฉันมีปัญหา โดยการคิดว่าตัวฉันน่ะปกติ ฉันน่ะสบายดี I’m fine ฉันสบายดีตลอด ฉันพูดอย่างนี่บ่อยๆ ว่า ฉันไม่เป็นอะไรหรอก ฉันไม่มีปัญหา ฉันโอเค แต่ฉันไม่เคยหมายความว่าอย่างนั้นจริงๆ ฉันคิดว่าปัญหาของฉันไม่สำคัญ ปัญหาของฉันมันไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจเท่ากับปัญหาของคนอื่น ทำให้ฉันเก็บมันไว้ตลอดเวลา ฉันไม่ได้มีปัญหาเรื่องความรักเหมือนกับคนทั่วๆไป ฉันแค่มีปัญหาเรื่อง การใช้ชีวิต และเรื่องอื่นๆที่มันไม่ใช่ประเด็นสนทนา ไม่ใช่เรื่องที่น่าสนใจ แต่ปัญหาก็คือปัญหา ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ตราบใดที่มันเป็นปัญหาของเรา มันทรมาณ มันยิ่งใหญ่ มันดูไม่มีทางออก ก่อนอื่นที่จะหาทางแก้ปัญหาได้ ก็คือการต้องเผชิญหน้ากับมัน ยอมรับสภาพความเป็นจริง ยอมรับว่าตัวเองมีปัญหา ยอมรับว่ามีปัญหาเรื่องอะไร ไม่ใช่การปฏิเสธ ปิดกั้น ผลักปัญหานั้นออกไป เพราะว่ามันไม่มีว่าจะออกไป หรือจะเก็บมันไว้ ปัญหามันก็ยังอยู่เสมอ มันไม่หายไปเองหรอก แต่ครั้งแรกของการจะหาทางออกของปัญหาคือการยอมรับ มันใช้ความกล้าเป็นอย่างมากในการเผชิญหน้ากับปัญหา ฉันรู้ว่ามันไม่ง่าย มันโคตรไม่ง่ายเลย ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างนั้น ก็ขอเป็นกำลังใจให้ มีความกล้า ที่จะออกมาพูดถึงมัน เพราะปัญหายิ่งเก็บมันไว้ หรือไม่พูดถึงมัน ไม่ได้ทำให้มันหายไป ในกรณีที่เลวร้าย มันจะทำให้ทุกๆอย่างแย่ลง ซะอีก สิ่งที่ฉันทำได้ตอนนี่คือการพูดในมุมมองที่ฉันคิด เกี่ยวกับเรื่องนี้ และเป็นกำลังใจให้เสมอ ถ้าใครอยากจะเล่าปัญหา การตัดสินใจทั้งหมดเป็นคุณ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม แต่อยากให้รู้ว่า คุณไม่ใช่คนเดียวบนโลกใบนี้หรอกที่มีปัญหา ไม่ว่าปัญหานั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าเป็นไปได้ ลองมาเล่าสู่กันฟังสิ มันดีออก ที่มีพื้นที่อย่างนี่ให้เล่าเรื่องของตัวเอง. .
1 | 456

ความสำคัญของการเห็นคุณค่าในตนเองและรักตนเอง

องการเห็นคุณค่าในตนเองและรักตนเอง ปัญหาหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่งที่คุณ คนทุกคนต้องเคยรู้สึก ประสบพบเจอมันกันมาบ้างแล้ว คือสิ่งที่จะเขียนถึงในบทความนี้ครับ ความรู้สึกนั้นก็คือ ความรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ไม่มีคุณค่า หรือฉันรู้สึกว่าฉันไม่สำคัญ ความรู้สึกเนี่ยนะเป็นสิ่งที่เป็นปัญหากับเราทุกคนมากที่สุดเลยก็ว่าได้ เชื่อเถอะ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ก็ต้องเคยมีซักวัน ซักครั้งหนึ่งที่เคยรู้สึกอย่างนี้ก็กับตัวเอง มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เราจะรู้สึกอย่างนี้ แต่การที่เราตั้งแง่ มัวแต่คิดลบ คิดว่าตัวเองว่าไม่มีค่า ต่ำต้อย ดูถูกตัวเอง ก็เหมือนกับการนั่งเก้าอี้โยก มันโยกไปโยกมาแต่มันไม่เคยพาให้เราไปที่ไหนได้เลย ไม่ได้เดินหน้า ไม่ได้ถอยหลัง แต่วนเวียนอยู่แต่กับสิ่งเดิมๆ เอาล่ะ นี้คือคำเปรยขึ้นต้นบทความคร่าวๆ มาเข้าสู่เนื้อหาหลักกันเถอะ ก่อนที่เราจะแก้ไขปัญหา เราก็ต้องรู้จักสาเหตุของปัญหาถูกมั้ย?   ที่มาของความรู้สึก ว่าตัวเองต่ำต้อย ตัวเองไม่มีคุณค่า นี้มันมาจากไหนกัน? ที่มาของความรู้สึกพวกนี้มาจากหลายสาเหตุ  ไม่ว่าจะเป็น การเปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น , การต้องการความยอมรับในสังคม , การถูกปฏิเสธ กีดกันจากสังคม , การถูกดูถูก ดุด่า , การถูกมองข้าม ไม่ได้รับความสนใจหรือใส่ใจเท่าที่ควรจะได้รับ เป็นต้นและยังมีอื่นๆอีกมากมาย แต่ผมขอยกตัวอย่างจากเพียงเท่านี้ เพราะผมคิดว่าทุกๆคนที่อ่านบทความนี้คงมีสาเหตุความรู้สึกพวกนี้ ที่แตกต่างกันอยู่แล้ว แต่ไม่ว่ายังไง มันก็คือความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่านั้นและ ต่อไป ทำอย่างไรถึงจะรู้สึกดีกับตัวเอง รู้สึกว่ามีคุณค่า จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร ทำอย่างไรให้ตัวเองรู้สึกมีคุณค่า จะกำจัดความรู้สึกคิดลบต่อตัวเองอย่างไร ? ในเมื่อรู้ที่มาของปัญหา สาเหตุของพวกมันแล้ว การแก้ไขปัญหาก็คือ การ ทำตรงข้ามมันสิ! ในหมายความทำตรงข้ามในที่นี้ ไม่ใช่ ไม่อยากโดนด่า โดนดูถูก ก็เลยต้องไปทำอย่างนั้นใส่คนอื่นก่อนเพื่อปกป้องตัวเองนะ แต่ทำตรงข้ามก็เช่น ค่อยๆเปลี่ยนจากความคิดลบต่อตนเอง เป็นความคิดบวกต่อตนเอง ตัวอย่างเช่น อย่านำตัวของเราเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นโดยเด็ดขาด!  เพราะไม่ว่าจะอย่่างไรก็ตาม มันก็ต้องมีคนที่ดีกว่าหรือเก่งกว่าตัวเราอยู่แล้ว เหมือนสุภาษิตที่ว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ถ้าเราไม่นำตัวเราเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เราก็จะไม่รู้สึกแย่กับตนเอง รู้จักพอ รู้จักเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีอยู่ ถ้ายังนึกภาพไม่ออก ก็เช่น สมมุติ นาย A เป็นคนประสบความสำเร็จ ร่ำรวยมากๆ แต่เขาไม่ค่อยมีเวลาให้กับครอบครัวเลย นาย B เป็นคนทำงานฐานะปานกลาง หน้าที่การงานธรรมดา แต่เขามีเวลาให้กับครอบครัว นาย B มักจะอิจฉา นาย A อยู่เสมอ ที่นาย A ประสบความสำเร็จร่ำรวย นาย B จึงมักจะท้อแท้ คิดลบกับตนเองอยู่เสมอๆ จนลืมมองสิ่งที่มีค่าที่สุดที่เขามีอยู่ ก็คือเวลากับครอบครัว แต่เพราะว่าเขามัวแต่คิดลบเปรียบเทียบตนเองกับคนอื่น จนละเลยความสุข สิ่งที่มีค่าที่เขามีอยู่นั้นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาไม่มีความสุข. มองหาสิ่งดีๆที่มีอยู่ในแต่ล่ะวัน เช่น นางสาว C และ นางสาว D ขึ้นรถประจำทางคันเดียวกันไปทำงาน แต่เช้าวันนี้รถเสีย จึงทำให้ทั้งคู่ไปที่ทำงานสาย ทั้งคู่โดนดุด่าอย่างหนักหน่วง เมื่อถึงเวลารับประทานอาหารเย็นกับครอบครัว นางสาว C เล่าแต่เรื่่องไม่ดีที่เกิดขึ้นกับตัวเธอ เช่น เธอไปทำงานสายเพราะรถมันติด , โดนเจ้านายดุด่า กลับกันนางสาว D ที่ไปสายเหมือนกันเมื่อถึงตอนเย็น เธอเลือกจะเล่าสิ่งดีๆที่เธอเจอในวันหนึ่ง เช่น เธอได้รับของขวัญจากเพื่อนร่วมงาน , เพื่อนร่วมงานของเธอได้เลื่อนขั้น เมื่อนึกภาพออกแล้วล่ะก็ ลองคิดดูว่าบรรยากาศมื้อเย็นแบบไหนที่เธอต้องการ ระหว่าง แบบนางสาว C ที่ทุกๆวันเธอมักจะนำแต่เรื่องแย่ๆ มาเล่าที่มื้อเย็นเป็นประจำ หรือนางสาว D ที่เลือกจะจดจำสิ่งดีๆที่เกิดขึ้นในแต่ล่ะวันแล้วมาเล่าตอนเย็นในทุกๆวัน เหมือนกับทุกๆสิ่งมันจะมีสองด้านอยู่เสมอ แล้วแต่ว่าเธอจะเลือกมองด้านไหน ถ้าเธอส่งต่อความรู้สึกด้านบวก ความคิดบวก มันก็จะมีแต่ความรู้สึกดีๆ ความคิดบวกที่สะท้อนกลับมาหาเธอ แต่ถ้าเธอส่งต่อแต่ความรู้สึกด้านลบ ความคิดลบ มันก็จะมีแต่ความรู้สึกด้านลบที่สะท้อนกลับมาหาเธอเช่นกัน ความสำคัญของการเห็นคุณค่าในตนเอง หลังจากที่เรารู้จัก สาเหตุของความรู้สึกว่าตัวเองด้อยค่า กับการแก้ไขปัญหาทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นมาแล้วล่ะก็ ที่นี้เรามารู้จักความสำคัญของ การเห็นคุณค่าในตนเอง การรักตนเองกันบ้าง นั้นก็คือ ความสุข ความสำคัญของการเห็นคุณค่าในตนเอง การรักตนเองนั้นก็คือ ความสุข ( Happiness ) แค่เธอรู้จักรักตัวของเธอเองในแบบที่เธอเป็น ไม่เปรียบเทียบกับใคร ไม่คิดลบกับตัวเอง และเห็นคุณค่าในตัวของเธอเอง เธอก็จะมีความสุข สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ จำไว้เสมอว่า เธอน่ะเป็นคนสำคัญ เธอสำคัญที่สุดต่อตัวเธอเอง ถ้าวันนี้ยังไม่มีคนบอกว่าเธอสำคัญแค่ไหนล่ะก็ ผมขอจบบทความนี้ ด้วยวลีนี้แล้วกันครับ ขอให้เป็นวันที่ดี.  “ เธอมีจิตใจที่ดี เธอฉลาด และเธอเป็นคนสำคัญ." "You are smart you are kind and you are importance." -The Help 
0 | 45

ลุกเพื่อปลุกสัญชาตญาณ

มดตัวนึง มันเดินหลงฝูง เดินบนพื้นบ้าน แล้วก็ไม่สามารถรู้ได้ว่ามันจะไปไหน คิดในใจ มันคงไปตามสัญชาติญาณ ฉันมองเห็นนกตัวนึง มันบินหลงฝูง ถลาลงมาเกาะกิ่งไม้ในบ้านที่อยู่ในเขตเมืองหลวง แล้วก็ไม่สามรถรู้ได้ว่า มันจะบินไปที่ใดต่อ คิดในใจ มันคงบินไปตามสัญชาตญาณ.. ฉันเห็นผู้คน หากมองไปที่ผู้ชายคนนึง เค้าเดินปนอยู่กลางผู้คนบนถนนอันขวักไขว่ เค้าจะไปที่ใด คิดในใจ เค้าคงเดินไปตาม... ของเค้า ฉันเห็นทุกอย่างผ่านดวงตา เห็นความเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆรอบๆตัว ฉันรู้สึกถึงมัน ฉันรู้ว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ คืออะไร เพราะมันถูกบัญญัติไว้ในคัมภีร์ที่จารึกในสมอง .. คิดในใจ เมื่อรู้เช่นนี้ เราสามารถดึงสัญชาตญาณของเราออกมาใช้บ้างได้ไหม ไม่ใช่แค่อารมณ์พื้นฐานของมนุษย์ที่ร่างกายเรียกร้อง อยากกิน อยากเสพอารมณ์ทางเพศ อยากนอน อยากกำจัดของเสียออกจากร่างกาย ฯลฯ .. การดึงสัญชาตญาณออกมาเพื่อเป้าหมายชีวิต เพื่อตอบโจทย์จิตวิญญาณ เพื่อใช้เป็นแรงบันดาลใจ เพื่อหยั่งรู้ภายในตัวเราเอง มันจะดีกว่าไหม หากเรากดปุ่ม แล้วสัญชาตญาณก็โผล่มาทำหน้าที่ดังที่ว่า ... แต่เพราะไม่มีปุ่มนั้นอยู่จริงบนโลกใบนี้ เราจึงมีช่วงชีวิตที่ตามค้นหา การพยายามนี้จะไม่สูญเปล่า หากเรายังเพียรต่อ และลุกขึ้นมาได้ทุกข์ครั้งที่ล้ม เพราะอย่างน้อย การที่เราล้มแล้วลุก มันคือการที่เราได้ปลุกสัณชาตญาณของเราเข้าแล้ว.. หรือคุณคิดว่าไง ??
2 | 55

กลับตัวยังทัน

่างประมาท.. และจ้องมองคนอื่นประสบความสำเร็จนำหน้าคุณไปเรื่อยๆ.. คนที่เคยเก่ง คนที่เคยเกือบจะเป็นที่หนึ่ง ใช้ชีวิตอย่างเหลวแหลก ปล่อยให้ชีวิตไหลไปตามกระแสสังคม ไม่เคยต้านสักกระแส ปล่อยให้ค่านิยมและสิ่งต่างๆไหลเข้ามาในตัว จนลืมเห็นค่าตัวเอง คนประมาทที่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง เคยคิดว่าแน่ เคยคิดว่าโลกนี้ง่าย คอนนี้รู้และตระหนักแล้วถืงผลของการกระทำ ผลของการปล่อยเนื้อปล่อยตัว รู้ตัวแล้วจะทำอย่างไรต่อ ดูถูกตัวเองต่อไปให้ต่ำลงอีก? คงไม่.. คงใช้เวลาพิจารณาและให้กำลังใจตัวเอง คงลืมเสียงคนรอบข้างไปบ้างเพื่อรักษาความเป็นตัวเอง คงรู้ตัวและปรับปรุงให้กลายเป็นคนใหม่ที่มีสติและเข้าใจโลกมากขึ้น เห็นแล้วว่าโลกนี้ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากเกินไปถ้ามีแรงสู้ เข้าใจทุกคน จากที่เคยเหยียดและดูถูกกลายเป็นความเห็นใจและชื่นชม จากที่เคยตั้งอคติกลายเป็นเห็นความสวยงามของสนามการแข่งขันที่ทุกคนสู้ยิบตา เพื่อความสำเร็จ ได้มาแล้วก็ชื่นชม ปล่อยวาง และมีความสุขตามวัย วาระ โอกาส โลกนี้มีโอกาสครั้งที่สอง สาม และสี่เสมอสำหรับคนที่รู้ตัว หันกลับมาเต็มที่กับสิ่งที่ไม่เบียดเบียนตนเองและคนรอบข้าง เลิกมอมเมาตัวเองจนชินและกลับมาเอาการเอางาน คนเก่งคนเดิมจะกลับมา ในแบบฉบับที่ถ่อมตัวและเข้าใจโลกมากขึ้น สัญญา.. กับตัวเอง
6 | 76

รู้ใจ.. ก่อนที่จะไขว่คว้า

ว้า" เพื่อเอามายึดครอง.. ย่อมเหนื่อย เมื่อย หนัก และใช้พลังงานมหาศาล.. "ความสับสน วิตกกังวล" ก็ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลาง การสลับรางและเวลา เพื่อไขว่คว้าสิ่งนู้นสิ่งนี้ ถามร่างกายเราก่อน.. รู้ใจตัวเองให้ดีก่อน.. ก่อนที่จะพลั้ง และตกอยู่ในสภาวะเช่นนั้น และนอกเหนือจากสิ่งที่ว่า ถ้าปรึกษา " ทางสายกลางกะความพอดี " เค้าอาจจะช่วยเราได้ ^ ^
1 | 102

วิธีลืมความทุกข์

อกว่าความทุกข์นั้นก็เป็นเหมือนเกลือ ถ้าหากว่าแก้วของคุณนั้นมีน้ำน้อย แน่นอนว่ารสชาติของน้ำแก้วนั้นย่อมเค็มจนดื่มไม่ได้ แต่ถ้าหากว่าเราเติมน้ำลงไปเจือจางมากขึ้นๆ จนถึงจุดๆ หนึ่งที่น้ำมากพอ คุณก็อาจจะไม่รู้สึกถึงความเค็มจากเกลืออีกต่อไป ถึงแม้ว่าเราไม่ได้ตักเกลือออกเลยก็ตาม ชีวิตคนเราก็เหมือนกัยแก้วน้ำ ที่พร้อมจะถูกเติมเต็มด้วยประสบการณ์ วิธีการลบความทรงจำออกไปนั้นไม่มี เพียงแต่เราสามารถจะเจือจางความรู้สึกออกไปได้ ด้วยประสบการณืใหม่ๆ ถ้าคุณเสณ้า อย่ามัวจมอยู่แต่กับตัวเอง แต่ลองออกไปข้างนอก ไปเผชิญโลก และเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ มันจะไม่ทำให้คุณเสียเวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่บนพื้นโลกไปเปล่า และไม่แน่ว่า คุณอาจจะได้พบกับมิตรภาพใหม่ๆ ที่น่าจดจำก็เป็นได้
2 | 95

คนเราควรจะได้รับความสุขในชีวิต

มันไม่แน่นอน เราไม่รู้ว่าวันไหนเราจะรุ่ง วันไหนเราจะร่วง ทำใมเราไม่ใช้วันคืนที่มีอยู่ในการสร้างความสุขให้กับชีวิตของเราบ้างล่ะ ไม่แน่นะว่าพลังความรู้สึกดีๆ ที่ได้รับจากการใช้ชีวิต อาจจะทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจ ในการลุกขึ้นมาทำอะไรดีๆ ในชีวิตก็ได้ เพราะชีวิตที่กดดันและมีความทุกข์มากจนเกินไป คงจะไม่มีกำลังพอที่จะสร้างสรรค์สิ่งสวยงามขึ้นบนโลก มุมมองที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคิดและจินตนาการแห่งความสุข อาจจะปลดปล่อยคุณและคนรอบข้างให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ ถึงแม้ว่ามันอาจจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงเป็นเงินทอง แต่มันก็มีคุณค่าต่อจิตใจมากมายเลยทีเดียว ว่าแล้วก็อยากจะสร้างความสุขเล็กๆ ประจำวันให้ตัวเองจัง
2 | 88

ยังไม่รวย อย่าเพิ่งทำเหมือนตัวเองรวย

ิ่งจะทำงานไม่นาน แต่ก็เต็มที่กับเรื่องใช้เงินเอามากๆ อะไรที่อยากได้ก็ซื้อหมด เหมือนกลับคนที่ใช้เงินไม่เป็น จนข้าวของที่อยู่ในบ้านแทบจะไม่มีที่เก็บ แต่เงินเก็บในบัญชีกลับมีน้อยนิด ส่วนน้องของเราก็เที่ยวเก่ง ไปต่างประเทศบ่อยเป็นว่าเล่น แต่กลับมาก็จนกรอบ ต้องกินข้าวที่บ้านทุกวัน ไม่มีเงินออกไปไหน พอได่เงินเดือนมา ก็เก็บเอาไว้ไปเที่ยวต่างประเทศอีก เราว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ไม่สมดุลเอาซะเลย ทำเอาเรามองย้อนกลับมามองตัวเองว่า ถ้าต่อไปเรายังใช้เงินแบบนี้ ตัวเราในอนาคตอาจจะต้องเงินขาดมือแบบน้องเราบ้างก็ได้ ตอนนี้ก็เลยเริ่มต้นเก็บเงิน โดยจะเก็บแบบชดเชยยอดที่เราใช้ย้อนหลังไปด้วย ตอนนี้หาได้ 10 จะเก็บ 9 และใช้เพียง 1 ซึ่งถ้าเราไม่เที่ยวอะไรมากมาย แค่ค่ากินค่าอยู่ มันก็พอใช้อยู่นะ แต่อาจจะต้องหาช่องทางลงทุนอีกสักหน่อย เงินจะได้งอกเงยขึ้นมา ตอนแก่จะได้สบาย เอาไว้เราลองดูว่าลงทุนกับอะไรแล้วรายได้ดี ชีวิตแฮปปี้ แล้วจะมาเล่าให้ฟังใหม่ แต่ตอนนี้เรารู้อย่างเดียวว่า เรายังไม่รวย เราก็ไม่ควรจะใช้จ่ายหนักขนาดนี้ นี่ยังโชคดีที่เราไม่ก่อหนี้ ไม่ยังงี้ปัญหาคงไม่จบง่ายๆ แบบนี้แน่นอน
0 | 24

เขาว่ากฎหมายใหม่จะทำให้ไทยดีขึ้น

เรียกร้องให้แก้กฎหมาย ที่มันเหลื่อมล้ำ และไม่เป็นธรรม แต่เราเองก็ต้องยอมรับความจริงว่า ไม่ใช่ทุกคนหรอกที่มีสิทธิ์มีเสียงในการร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเขาก็แบ่งหน้าที่นี้เอาไว้ให้กับคนบางกลุ่มเอาไว้อยู่แล้ว ซึ่งตาสียายสา หรือ ชาวบ้านตาดำๆ อย่างพวกเราแทบจะไม่มีส่วนร่วมด้วยเลย ถึงแม้ว่าเขาจะบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังโน้นยังนี้ แต่ความจริงแล้ว การตะตัดสินน่าจะดูจากการบังคับใช้จริงมากกว่า ดูอย่างอเมริกา เขามีระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมานานกว่าไทยไม่กี่ปี แต่เขาได้เปลี่ยนรัฐธรรมนูญบ่อยแบบบ้านเมืองเราไหม 80 ปี กับ 20 รัฐธรรมนูญเนี่ย มันมากเกินไปรึเปล่า ถ้าเฉลี่ยดูแล้ว ตกอยู่ที่รัฐบาลละ 1 ฉบับเป็นอย่างน้อย สิ่งนี้มันแสดงให้เห็นถึงอะไร คุณก็น่าจะพอทราบดี เพราะอะไรที่มันดีจริง ก็คงจะไม่จำเป็นที่ต้องเปลี่ยนบ่อยๆ หรอก จริงไหม? สำหรับเราแล้ว เราไม่สามารถฟันธงได้ ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะพาให้ชาติไทยเดินหน้าต่อไปในทิศทางใด ก็ทำได้เพียงแต่ภาวนาว่า มันจะไม่แย่ไปกว่าเดิม
0 | 30

การเดินทางช่วยเพิ่มประสบการณ์

การคัดเลือกคนเข้าทำงาน มักจะดูจากผลการศึกษา และความทุ่มเทในการทำงาน แต่ในปัจจุบัน มีบริษัทต่างชาติไม่น้อย ที่ยินดีต้อนรับเด็กจบใหม่ ที่เดินทางไปเที่ยวรอบโลกมาแล้ว เพราะพวกเขาเชื่อว่า คนที่ได้เดินทางไปท่องโลก มักจะมีหูตากว้างขวาง และมีทักษะในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีกว่าคนทั่วไป ซึ่งทักษะในการทำงาน เป็นเรื่องที่สอนกันได้ แต่ปฏิภาณไหวพริบ เป็นเรื่องที่สอนกันไม่ได้นั่นเอง ดังนั้น ถ้าคุณกำลังรู้สึกเหนื่อย ท้อ และอยากเปลี่ยนแปลงอะไรสักอย่างในชีวิต ทำไมไม่ลองออกไปท่องเที่ยวที่ๆ มันแปลกหูแปลกตาออกไปบ้างดูล่ะ มันอาจจะทำให้คุณได้แง่คิดและมุมมองใหม่ๆ กลับบ้านมาด้วยก็ได้นะ อีกอย่าง การท่องเที่ยวก็จะทำให้คนรู้สึกผ่อนคลาย และเป็นอิสระจากปัญหามากขึ้นด้วยเช่นกัน ทางที่ดี ลองศึกษาการเดินทางด้วยตนเองดูบ้าง เพราะมันประหยัดสตางค์ได้มากกว่าการไปทัวร์ และจะทำให้เราได้เห็นโลกกว้างขึ้น มากกว่าแค่ที่โปรแกรมทัวร์จัดเอาไว้ให้ ถึงอาจจะมีการหลงทางบ้างสักเล็กน้อย แต่มันจะทำให้เราเกิดการเรียนรู้ และในบางที คุณอาจจะได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ได้อีกด้วย สงกรานต์นี้เป็นโอกาสดีที่จะได้เดินทาง เพราะที่ทำงานก็พร้อมใจกันหยุดทั่วประเทศ เรามาตักตวงโอกาสในครั้ง ด้วยการออกเดินทางไปท่องเที่ยวด้วยกันเถอะ