นอกจากสารเคมีในสมองที่ทำให้เราเสพติดจนโงหัวไม่ขึ้นแล้ว กลไกทางชีวเคมีในร่างกายยังมีมิติซ้ำซ้อนและส่งเสริมให้มนุษย์ทั้งชายหญิงผูกติดกันแน่หนึบจนยากจะแยก โดยกลไกของฮอร์โมนในร่างกายของเพศชายและหญิงในเรื่องของความรักและเซ็กส์ก็แตกต่างกันไปตามเพศสภาพ

คำสาปของเทสโทสเตอโรน

ฮอร์โมนที่เชื่อมโยงกับความรุนแรงแข่งขันในเพศชาย


ฮอร์โมนที่เป็นกลไกสำคัญในเพศผู้คือเจ้าตัวแสบที่มีชื่อเรียกว่า เทสโทสเตอโรน (Testosterone) เคยมีคำกล่าวที่ว่า “สมองของผู้ชายไม่ได้อยู่ในกะโหลก แต่อยู่ใต้หว่างขา” แต่มีงานวิจัยและหลากหลายบทความวิชาการให้คำอธิบายยืนยันว่า สมองและน้องชาย มีความเชื่อมโยงกันจริงแท้แน่นอน


ผู้ชายมักถูกผู้หญิงกล่าวหาว่าเป็นเพศที่บ้ากาม แต่วิทยาศาสตร์ได้ให้คำตอบว่าธรรมชาติของกลไกร่างกายของผู้ชายนั้นถูกออกแบบมาให้อ่อนไหวกับเรื่องทางเพศจริง ดอกเตอร์ลียง เอฟ เช็ทเซอร์ (Dr. Leon F Seltzer) เจ้าของหนังสือ The Evolution of the Self ถึงขนาดให้ข้อสรุปว่า สมองของผู้ชายถูกออกแบบมาให้มองเห็นผู้หญิงเป็นสิ่งของโดยจะเชื่อมโยงไปที่อวัยวะเพศเพื่อให้เกิดการแข็งตัวเมื่อเกิดการกระตุ้น น่าสนใจว่ากลไลการกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอกเกิดขึ้นได้อย่างไร ดอกเตอร์ลียงสรุปข้อควรรู้ไว้ด้วยกัน 3 ข้อ นั่นคือ


  1. สิ่งกระตุ้นเชิงภาพ (Visual Cues) เขากล่าวว่า สมองของเพศชายนั้นถูกออกแบบมาให้มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นที่เร้าอารมณ์มาก เปรียบเหมือนความละเอียดของช่างเจียรไนเพชร เรียกได้ว่าสิ่งกระตุ้งเพียงเล็กน้อยนั้น สร้างอารมณ์เพ้อละเมอให้กับสิ่งมีชีวิตตัวผู้อย่างมาก จึงไม่แปลกที่ผู้หญิงจะกล่าวหาเหล่าชายชาตรีทุกผู้นาย


  1. สิ่งกระตุ้นที่แตกต่างแปลกแยก  (Novelty Cues)  โดยธรรมชาติผู้ชายจะมีความสนใจสิ่งกระตุ้นที่แตกต่างไม่เหมือนที่เคยพบในประสบการณ์ของตนเอง ไม่แปลกที่ประเภทของภาพยนตร์แนวผู้ใหญ่ที่ถูกเลือกเยอะที่สุดคือโหมดแปลกๆ เช่น Outdoor BDSM และอื่นๆ



  1. ความสัมพันธ์ไม่สัมพันธ์กับเซ็กส์อย่างชัดเจน (Low Correlation between Relationship and Sex) ด้วยลักษณะของสิ่งกระตุ้นสองข้อ ทำให้ผู้ชายโดยทั่วไปสามารถแยกแยะเรื่องความสัมพันธ์กับเซ็กส์ออกได้มากกว่าผู้หญิง ด้วยธรรมชาติของผู้ชายคือไม่มีความจำเป็นต้องยึดติดในตัวผู้หญิงหลักจากมีการร่วมเพศ ชอบความต่าง และถูกกระตุ้นได้ง่ายด้วยสิ่งเร้าที่เป็นภาพ เพราะสมองกับกลไกการสืบพันธุ์ทำงานสอดคล้องกันเหมือนลิ้นกับฟัน ทำให้ผู้ชายมักจะถูกกล่าวหาว่าสำส่อนได้ง่ายกว่าผู้หญิง


นอกจากนี้ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่สูงยังส่งผลให้เพศชายมีความเป็นผู้นำสูง กล้าตัดสินใจ และมีความต้องการเอาชนะสูง แต่หากมีฮอร์โมนมากเกินไปจะทำให้กลายเป็นคนที่มีทักษนคติแบบนักฆ่า (Killer’s Attitude) ชื่ออาจดูรุนแรง แต่หากยกตัวอย่างในปัจจุบันที่เห็นกันมากคือนักกีฬา แต่ในทางตรงกันข้าม ผู้คนที่มีความต้องการเอาชนะมากเกินไปอาจกลายเป็นคนที่มักลืมเห็นใจคนอื่น มองข้ามความรู้สึกคน และทำให้ความรู้สึกละเอียดอ่อน เช่น ความเมตตา การให้อภัย ความรัก อีกทั้งยังทำให้เกิดอารมณ์รุนแรง  (Roid Rage) ครอบงำ และผลักดันให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ง่าย


ข้อเสียของฮอร์โมนตัวนี้อีกกลุ่มคือความเสี่ยงในการทำกิจกรรมสุดขั้ว การทะเลาะเบาะแว้ง การกินเหล้าเมาเยา สำมะเรเทเมา แต่ข้อดีคือทำให้เป็นคนกล้าตัดสินใจ ทำการใหญ่ได้เพราะใจนิ่ง ไม่กลัวอุปสรรค กล้าได้กล้าเสียกล้าเสี่ยง จึงทำให้ทำธุรกิจได้ดีเนื่องจากกล้าตัดสินใจ และยังมีสถิติยืนยันอีกว่าผู้ชายที่มีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนสูงนั้น มีอายุขัยที่ยาวนานกว่าคนที่มีน้อย สาวๆหลายๆคนจึงพ่ายแพ้ต่อชายหนุ่มที่แมนทั้งแท่งแบบนี้ยังไงหล่ะครับ


ความขัดแย้งจากความซับซ้อน

ฮอร์โมนหลายชนิดที่ส่งผลต่อความขึ้นลงของอารมณ์ในเพศหญิง


เพศหญิงเข้าใจยาก ซับซ้อน และหงุดหงิดง่ายข้อกล่าวหาจากเพศชายโดยทั่วไปเมื่อพูดถึงความเป็นผู้หญิงโดยทั่วไป หากมองจากภายนอกโดยไม่สนใจกลไกอันซับซ้อนของเธอก็อาจด่วนตัดสินไปก่อนได้ตามนั้น หากแต่เราลองทำความเข้าใจความวุ่นวายของสารเคมีในตัวเธอที่มีผลกับอารมณ์ ความประพฤติ และลามไปจนถึงเรื่องเซ็กส์นั้น ก็อาจทำให้เรากระจ่างแจ้งและเข้าใจเธอมากยิ่งขึ้น


ฮอร์โมนและกลไกทางชีววิทยาของเพศหญิงมีความซับซ้อนจริง (Paradoxical) ไม่ต่างจากที่พวกเรามักเห็นจากพฤติกรรมภายนอก นอกจากเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนประจำเพศของเธอๆกันอยู่แล้ว ยังมีการผสมผสานของเทสโทสเตอโรน ซึ่งก็พบในร่างกายผู้หญิงเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนอื่นๆอีกมากมาย ที่พร้อมสร้างสรรค์ให้พายุอารมณ์ของเพศหญิงมีความขึ้นลง ยากเกินจะเข้าใจ


เอสโตรเจนเป็นฮอร์โมนที่สร้างให้เกิดการแข่งขันกันเองในกลุ่มเพศหญิง ดอกเตอร์ไนเจล บาร์เบอร์ (Dr. Nigel Barber) เจ้าของหนังสือ “The Human Beast” ยังระบุถึงความอิจฉาริษยาและการแข่งขันที่เกิดขึ้นท่ามกลางหมู่ผู้หญิงกันเอง มีชื่อเรียกว่า “Marilyn Munroe effect” และนอกจากนี้ยังมีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนที่ตอกย้ำการแข่งขัน ความกล้าตัดสินใจ และความรุนแรงอีก จึงไม่แปลกที่ทำให้เพศหญิงเป็นเพศที่ซับซ้อนอย่างที่พวกเราเข้าใจ แต่ไม่ใช่เพราะพวกเธออยากซับซ้อนนะครับ กลไกของชีวเคมีในร่างเธอต่างหาก ที่เป็นคงบงการสาวน้อยน่ารักให้กลายเป็นนางมารร้ายได้ภายในเสี้ยวนาที


กลับมาในเรื่องบทเตียง เพศหญิงเป็นเพศที่ถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าได้ยากกว่าเพศชาย พูดอีกมุมหนึ่ง ด็อกเตอร์ไนเจลระบุว่าผู้หญิงต้องการสิ่งเร้าที่มากกว่าภาพ (Visual Cues) ในการกระตุ้นให้เกิดความต้องการทางเพศ และส่วนใหญ่มักจะเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เป็นส่งเร้าทางจิตวิทยา (Phycological Cues) มีสถิติว่าผู้ชายมักจะชอบชมภาพยนตร์ผู้ใหญ่มากกว่า แต่ผู้หญิงกลับชอบนิยายที่เล่าเรื่องอิโรติกมากกว่า แสดงให้เห็นชัดเจนว่าปัจจัยทางจิตวิทยาค่อนข้างมีผลมากกว่าปัจจัยภายนอก (Physical Cues) ยกตัวอย่างลักษณะของการถูกกระตุ้นของเพศหญิง เช่น




  1. สัญญาณแห่งความเป็นชายชาตรี (Overall Alpha Physical Cues)

ธรรมชาติการสืบพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม มักจะให้ผู้หญิงเป็นเพศที่ต้องรับผิดชอบต่อลูกเป็นระยะเวลานาน มนุษย์โดยเฉลี่ยมีเวลาอุ้มท้องตัวอ่อนถึง 9 เดือนโดยเฉลี่ย จึงไม่แปลกที่เพศหญิงจะมีกลวิธีการคัดเลือกเพศผู้ที่เหมาะสม ร่างกายที่กำยำแข็งแรง โครงร่าง และความเฉียบขาดกล้าตัดสินใจ เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการเอาตัวรอดของเธอและลูก ในสมัยก่อนเพศผู้ที่แข็งแรงจะออกไปล่าเพื่อหาทรัพยากรมาให้ลูกเมีย มาในสมัยปัจจุบันในโลกโลกาภิวัตน์ผู้ชายเปลี่ยนบทบาทมาเป็นการทำธุรกิจเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ความร่ำรวยจึงกลายเป็นความเซ็กซี่ในยุคปัจจุบันไปโดยปริยาย รวมถึงหุ่นล่ำกำยำแข็งแรง หรือแม้กระทั่งกลิ่นตัว ก็ทำให้ผู้หญิงใจเต้นได้เหมือนกัน


  1. สัญญาณแห่งทัศนคติและบุคลิกภาพ (Non-sexual Cues)

นอกจากเรื่องภายนอก ทัศนคติและบุคลิกภาพในการเคารพรักและซื่อตรงกับเพศเมียและลูกน้อยในระยะแรกเป็นเรื่องจำเป็น ในโลกปัจจุบัน ความวุ่นวายของทุนนิยมยังสร้างให้เกิดความซับซ้อนของการตั้งตัวมากขึ้นไปอีก ทำให้เรื่องในใจบางครั้งก็สำคัญไม่แพ้ความสวยงามของเรือนร่าง ทำให้ผู้หญิงจะมีความสนใจในเรื่องนิสัยใจคอด้วย และสามารถถูกกระตุ้นทางอารมณ์ผ่านปัจจัยที่มองไม่เห็นได้ ลักษณะที่เกี่ยวข้องโดยอ้อมเช่น ชุดกีฬา ที่เป็นสัญลักษณ์ของผู้ชายที่แข็งแรงบึกบึน หรือ ชุดทหารตำรวจที่บ่งบอกถึงความมั่นคง ความปกป้อง และความวางใจ เหล่านี้สามารถกระตุ้นพวกเธอได้ ไม่ต่างจากสิ่งเร้าภายนอก


  1. อายุ (Age)

น่าแปลกที่ผู้หญิงมักจะชอบและรู้สึกกับผู้ชายที่มีอายุสูงกว่า ซึ่งแสดงถึงความหนักแน่น มากประสบการณ์ และความพึ่งได้ น่าจะเป็นข่าวดีของหนุ่มกลางคนที่อาจเพ้อฝันว่าอยากได้สาวน้อยน่ารักมาดูแลหัวใจ ในทางตรงกันข้าม ผู้ชายกลับชอบผู้หญิงแรกแย้ม ซื่อใสบริสุทธ์ และอาโนเนะมากกว่า เป็นสิ่งที่ช่างตรงกันข้ามกันอย่างสิ่งเชิง


  1. ความขัดแย้งของร่างกายและจิตใจ (Mind and Body Contrast)

มีการทดลองหนึ่งทำการศึกษาการตอบสนองของกล้ามเนื้อในบริเวณอวัยวะเพศต่อสิ่งเร้าต่างๆ โดยวัดการตอบสนองของร่างกายไปพร้อมๆกับการให้ชมภาพที่ล่อแหลมที่อาจกระตุ้นให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ปรากฎว่าเกิดการหลั่งน้ำหล่อลื่นตอบสนองกับภาพที่ล่อแหลมทุกภาพ เช่น ภาพลิงมีเพศสัมพันธุ์ ภาพคู่ชายหญิง คู่ชายชาย และคู่หญิงหญิงมีเพศสัมพันธุ์ แต่ในขณะเดียวกัน หากถามเธอว่าเธอรู้สึกถูกกระตุ้นจากภาพไหนมากที่สุด ผลปรากฎว่าเธอรู้สึกกับภาพชายหญิงเป็นจำนวนมากกว่าภาพอื่นๆ ทำให้ได้ข้อสรุปว่าบางครั้ง ถึงแม้ร่างกายของผู้หญิงตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้น แต่ไม่ใช่ทุกกรณีที่เธอจะรู้สึกเช่นนั้นภายในความคิดในหัว ต่างกับเพศชายที่สามารถเดาความคิดจากการแข็งตัวของอวัยวะเพศได้อย่างตรงไปตรงมา จนมีคำกล่าวว่า “ผู้หญิงต้องการเหตุผลในการร่วมรัก แต่ผู้ชายนั้นขอแค่มีสถานที่เพียงเท่านั้นพอ” 


เมื่อลองทำความเข้าใจรายละเอียดเล็กน้อยที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้กลไกร่างกายและเคมีของ

ชายหญิงแล้วนั้น ก็จะทำให้เรายอมรับธรรมชาติที่ต่างของเพศนั้นๆได้ มีหนังสือที่โด่งดังเมื่อเกือบสามสิบปีที่แล้วชื่อว่า “Men Are from Mars, Women Are from Venus” ซึ่งแปลว่า “ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ผู้หญิงมาจากดาวศุกร์” โดยนักเขียนที่เป็นนักบำบัดความสัมพันธ์ชื่อจอห์น เกรย์ แสดงถึงมุมมองความขัดแย้งและความไม่เข้าใจกันของผู้ชายผู้หญิง หรือจะเป็นสุภาษิตบ้านเราอย่าง “ผู้หญิงไปทางซ้าย ผู้ชายไปทางขวา” ก็ตอกย้ำถึงประเด็นเดียวกันเอาไว้อย่างชัดเจน แต่หากเราพยายามศึกษาที่มาความไม่เข้าใจนั้นอย่างละเอียด จะทำให้เราพบได้ว่าทั้งหมดนั้นเกิดขึ้นเพื่อทำให้การสืบเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ยังดำรงอยู่ได้ เป็นความแตกต่างที่สร้างขึ้นเพื่อการสืบสานมนุษย์รุ่นถัดไป นั่นเอง



ความไหลลื่นของเพศกับกลไกทางร่างกายอันพิศวง

คือความแตกต่างหรือความสวยงามทางรสนิยม


เลือดนองหรือลองร่วมรัก

ช่วงระยะหลังนี้เริ่มมีการเปิดเผยข้อมูลต่างๆของกลุ่มคน LGBT เยอะขึ้น

เนื่องจากข้อมูลข่าวสารในยุคสมัยนี้ค่อนข้างทั่วถึง และคนทั่วไปเริ่มเปิดรับเป็นวงกว้าง


ในภาคศึกษา การวิจัยในฝั่งการแพทย์และสรีรวิทยาเริ่มมีการศึกษาเรื่องความรักของ LGBT อย่างจริงจังขึ้น

เนื่องจากในอดีตมีการประโคมข่าวและการวิจารณ์พฤติกรรมรักร่วมเพศกันอย่างแพร่หลาย

และส่วนมากมักจะเป็นข้อมูลที่ผิดพลาด และไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่ถูกต้อง


นักวิจัยหลายท่านจึงให้ความสนใจในหัวข้อวิจัยต่างๆกันมาก

หลายท่านสนใจแม้กระทั่งกับพฤติกรรมทางเพศและการร่วมเพศของกลุ่มคนดังกล่าวอีกด้วย 

หนึ่งในการวิจัยที่น่าสนใจมากคืองานของ Dr. Roy Levin จากมหาลัยแซฟฟิล์ดในสหราชอาณาจักร 


เขาได้ทำการวิจัย และให้ข้อสรุปจากงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับการถึงจุดสุดยอด (Orgasm) 

ที่เรียกว่า การสำเร็จความใคร่ทางต่อมลูกหมาก (Postrate Orgasm) ของกลุ่มคนรักร่วมเพศ

คุณรอยศึกษาอย่างละเอียดว่าทำไมกันคนในสังคม LGBT ถึงยังมีความสุขกับการร่วมเพศทางทวารหนัก ทั้งๆที่บุคคลทั่วไปพร่ำบอกว่าการร่วมเพศทางประตูหลังนั้นเป็นสิ่งที่เจ็บปวด ผิดธรรมชาติ และไม่ควร

เขาได้ข้อสรุปที่น่าประหลาดใจ ว่าการร่วมเพศทางทวารหนักนั้น ทำให้เกิดการถึงจุดสุดยอดได้จริง 

ตามหลักสรีรวิทยาในธรรมชาติของมนุษย์


ตามหลักกายวิภาคของชีววิทยา มนุษย์เพศชายนั้นจะมีต่อมลูกหมาก (Postrate Gland) ซึ่งทำหน้าที่หลั่งสารต่างๆที่ในภายหลังจะรวมกับอสุจิ เพื่อเป็นกลไกที่ทำหน้าที่ในการผสมกับไข่ 

แต่ทางการแพทย์ทางเลือกนั้น มีการพบเห็นการรักษาโรคเสื่อมสภาพทางเพศด้วยการนวดบริเวณต่อมลูกหมาก แต่แพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าสามารถรักษาให้หายได้จริง 


กระบวนการรักษาด้วยการนวด พบว่าคนไข้จะรู้สึกถึงความรู้สึกคล้ายการถึงจุดสุดยอดไปทั่วทั้งร่างกาย

และในบางรายนั้นเกิดการหลั่งของน้ำอสุจิออกมาได้เองโดยอัตโนมัติ จึงเป็นที่น่าฉงนว่า เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร มีนักวิชาการบางคนถึงกับเปรียบเทียบต่อมลูกหมากเหมือนจุจีสป็อต (G-Spot) ในระบบการสืบพันธุ์ของเพศหญิง


แต่ท้ายสุดด็อกเตอร์รอยก็ไม่ได้ให้การสนับสนุนการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักโดยไม่มีการป้องกัน

เนื่องจากยังมีการบาดเจ็บ การติดเชื้อ และผลเสียอื่นๆที่อาจตามมาได้หากไม่เข้าใจกลไกร่างกายให้ถี่ถ้วน

แต่งานวิจัยของเขาได้ช่วยเปิดมุมมองใหม่ๆเพื่อที่จะให้ผู้คนทั่วไปเข้าใจความเป็นไปของชาวรักร่วมเพศได้มากขึ้น และช่วยทำให้คนทั่วไปสามารถยอมรับในความแตกต่างที่สวยงามได้อีกทางหนึ่ง


ตีฉิ่งหรือปิ๊งรัก


ผู้หญิงมีปลายประสาทในบริเวณจุดกระตุ้น (Clitoris) ในอวัยวะเพศถึง 8,000 ปลายประสาท มากกว่าปลายอวัยวะเพศชายถึงสองเท่า และมากไปกว่านั้น ผู้หญิงสามารถมีความรู้สึกดีของการถึงจุดสุดยอดยาวนานมากถึง 20 วินาที ในขณะที่ผู้ชายรู้สึกได้มากที่สุดเพียงแค่ 8 วินาทีเท่านั้น ทำให้ผู้หญิงสามารถเสพสมและมีความสุขกับความรื่นรมย์ทางเพศได้มากกว่าผู้ชายตามหลักกลไกของร่างกาย ดังนั้นเมื่อผู้หญิงซึ่งเข้าใจผู้หญิงด้วยกันเอง พอได้มีโอกาสมาพบรักปิ๊งปั๊งกันนั้น จึงไม่แปลกที่ทั้งสองจะมีความสุขจากการร่วมรักมากกว่าเพศปกติ 


เชื่อหรือไม่ว่าจากสถิติโดยเฉลี่ยจากการสัมภาษณ์คู่รักเลสเปี้ยนในอเมริกาในปี 2017 จากสถาบัน The Kinsy Institute พบว่า 86% ของพวกเขาถึงจุดสุดยอดระหว่างการมีเพศสัมพันธ์ โดยเหตุผลง่ายๆเป็นเพราะผู้หญิงเข้าใจเรื่องกายวิภาคของตนเองมากกว่า จึงสามารถเข้าใจได้ว่าจะต้องทำอย่างไร อีกฝ่ายจึงจะได้รู้สึกดีเหมือนที่ตนอยากให้รู้สึก กลับกันกับผู้ชาย พวกเขายังมีความเข้าใจผิดอยู่มากในหลักการทำงานของประสบการณ์ทางเพศของผู้หญิง เนื่องจากพวกเขาเข้าใจว่าการสอดใส่คือหนทางหลักของการทำให้เธอถึงจุดสุดยอด ทั้งๆที่จริงๆแล้วกลไกนั้นสามารถเริ่มต้นได้ง่ายกว่าจากจุดกระตุ้นนั่นเอง ไม่แปลกที่ผู้หญิงด้วยกันเองจะเข้าใจกันได้มากกว่าผู้ชาย


ด้วยต้นตอของความซับซ้อนทางร่างกายของผู้หญิงและความรู้สึกทางด้านอารมณ์และร่างกายที่มากกว่าส่งผลให้คู่หญิงหญิงมีความหึงหวง และความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของแรง ผนวกกับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่สร้างการแข่งขันด้วยกันเองในหมู่สาวๆ ทำให้เรื่องราวความรักของเลสเปี้ยนมักจะรุนแรงและเร่าร้อน หลายคู่ให้สัมภาษณ์ว่าที่มีความรู้สึกกับเพศหญิงมากกว่านั้น เป็นเพราะเธอสัมผัสถึงความเชื่อมต่อทางอารมณ์ความรู้สึกมากกว่าเพศชาย และเธอมักจะเป็นตัวเองกับผู้หญิงด้วยกันเองมากกว่าเพราะน้อยนักที่ผู้หญิงจะตัดสินกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพอมาเป็นคู่รักกัน


ความหลากหลายที่สวยงาม


ตามหลักทฤษฎีวิวัฒนาการของชาล์ส ดาร์วินในบทที่แล้ว ได้เน้นถึงพัฒนาการของสิ่งมีวิตผ่านการเลือกสรรทางธรรมชาติ (Natural Selection) ซึ่งสรุปเป็นนัยว่า สิ่งที่ไม่จำเป็นจะไม่ถูกกระบวนการนี้เลือกให้ยังอยู่ในสิ่งมีชีวิต ส่วนสิ่งที่ไม่จำเป็นจะถูกกระบวนการเดิมคัดออกไปเช่นกัน ดังนั้น เป็นไปได้ไหมที่การการมีอยู่ของเพศทางเลือกที่หลากหลายในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น คู่ชายหญิง คู่ชายชาย หรือคู่หญิงหญิง ยังคงเป็นสิ่งจำเป็นในวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคปัจจุบันอยู่ คำตอบดังกล่าว คงต้องมีการสืบเสาะแสวงหาคำตอบต่อไป ด้วยใจที่เป็นกลาง ยอมรับ และอยากเข้าใจ แต่ที่รู้ๆ ทุกอย่างที่มีอยู่ย่อมมีเหตุผลของมัน และธรรมชาติมีเหตุผลเสมอมาโดยตลอดครับ

Your Love Could Have Been Worse

รักยังแย่กว่านี้ได้อีกเยอะ

หลังจากได้อ่านเนื้อหาจากหนังสือแล้ว ผมชวนเพื่อนๆทุกคนเข้ามาร่วมแสดงความคิดเห็นและให้กำลังใจในปัญหาต่างๆกันครับ 

การสมัครจะต้องสมัครสมาชิกกันก่อน เพื่อสิทธิในการแสดงความคิดเห็น และรับข่าวสารการทำกิจกรรมต่อไปของสังคมมุมมอง 

ติดตามกิจกรรมจากหนังสือ Your Love Could Have Been Worse และอีเวนท์ต่างๆได้ที่หน้าหลักเว็บนะครับ!

ปิดหน้าต่างนี้
หรือมนุษย์เป็นเพียงสัตว์เดรัจฉาน

ปัญหาความรักไม่พ้นเรื่องชู้สาว การคบซ้อน หรือความไม่ซื่อสัตย์ 

หรือจริงๆแล้วมนุษย์นั้นก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งที่เกิดมาเพื่อผสมพันธุ์ ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้รักเดียวใจเดียวแต่อย่างใด

รักนะ… แต่ไม่แสดงออก
คุณเคยชอบใครแต่ไม่กล้าพูดไหมครับ ? ผมเคยมาก่อน วันนี้อยากจะมาระบายให้เพื่อน ๆ ฟัง เผื่อจะได้ความคิดเห็นอะไรบ้าง… ผมเคยชอบผู้หญิงคนนึงเมื่อนานมากแล้ว 20 ปีก่อน แต่ปัจจุบันผมเป็นพนักงานออฟฟิศทั่วไป ทำงานหาเช้ากินค่ำ มีแฟนคนหนึ่งที่เราก็รักกันดีเหมือนคู่รักทั่วไป ทุกอย่างมันปกติดีจริง ๆ ครับ แต่จุดพลิกผันก็มาถึง… ผมได้เจอเธอโดยบังเอิญในงานเทศกาลที่เรามักจะไปกันทุกปีในสมัยก่อน ผมรู้สึกได้เลยว่าผมรักเธอจากใจจริง ความรู้สึกที่ผมตอนเป็นเด็กประถมไม่เข้าใจ ตอนนี้รู้แล้วว่ามันคือความรัก เราแลกไลน์กัน… และคุยอัปเดตกันบ้างเป็นครั้งคราว และถึงแม้เธอจะชอบเล่าเรื่องแฟนให้ผมฟัง ซึ่งฟังทุกครั้งผมแทบจะขาดใจ แต่ผมก็พยายามตอบกลับทุกครั้งเพื่อแสดงความเข้าใจ แม้ผมจะทุกข์แต่ถ้าเห็นเธอเป็นสุข ผมก็สุขใจครับ ผมไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรแต่ผมอัดอั้นเหลือเกินครับ อาจเป็นเพราะเป็นความรักที่ผมฝังใจมาตั้งแต่เด็ก ผมควรทำอะไรต่อไปดีครับ ?
ไม่รัก… เพราะเธอดีเกินไป…
"พี่ดีเกินไปอะ น้องกลัวว่าถ้าน้องคบกับพี่แล้ว น้องจะทำให้พี่เสียใจและน้องจะต้องเสียพี่ไป… น้องรักพี่มากนะ แต่เราเป็นพี่น้องกันแบบนี้แหละดีแล้ว จะได้ไม่ต้องจากกัน" คอยปรึกษาเราทุกอย่าง เราคอยเป็นที่ซบให้เขา ในตอนที่เขามีปัญหา ทั้งๆที่เราแอบชอบเขา เราก็พูดออกไปไม่ได้เพราะไม่กล้า ได้แต่รอโอกาส แต่โอกาสก็ดันตกไปเป็นของคนอื่น มีคนมาจีบ และเธอก็ชอบเขากลับ ประเด็นคือนิสัย หน้าตา คล้ายๆผมสะด้วย ตั้งแต่ที่เขาคบกันเธอก็หายไป เราก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย และก็ทิ้งความสงสัยไว้ในหัวเราเหมือนทุก ๆ ครั้งว่า "เราผิดตรงไหนวะ ทำไมถึงไม่เป็นเรา" พี่ชายคนนี้รู้สึกแย่มากๆ จนไม่รู้จะทำยังไงดี
รักแดงเดือด
ผมไม่รู้เธอเป็นอะไรครับ หลายครั้งแฟนผมหงุดหงิดเกินไป อารมณ์ขึ้นลงตลอดเวลา พูดอะไรผิดนิดหน่อยเธอก็โกรธและงอนจนเกินเบอร์ไปมาก บางครั้งก็เหนื่อยมากจริง ๆ แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี หลายครั้งเธอจะอ้างว่าประจำเดือนมา รู้สึกหงุดหงิดง่าย แต่ผมก็ไม่เข้าใจว่าการมีเมนมันจะอะไรขนาดนั้น การทะเลาะของเราจะเป็นการทะเลาะเรื่องไร้สาระ ยกตัวอย่างเช่นจะกินร้านอะไรดี จะดูหนังเรื่องอะไร จะทำอะไร จะเที่ยวไหน ซึ่งสำหรับผมมันไม่มีประเด็นเอาซะเลย รักไหมก็รักนะครับ แต่บางครั้งเธออารมณ์ขึ้นลงเกินไปจริง ๆ เอาใจไม่ถูกแล้ว ผู้หญิงคนอื่นเป็นแบบนี้บ้างไหมครับ ช่วยผมด้วย…
รักไร้สถานะ
อยู่ ๆ สามีของฉันก็เปลี่ยนไป จนทำให้วันนี้ฉันและลูกต้องพึ่งตนเอง… ผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาจีบฉันเมื่อสิบปีก่อน ทุ่มเททั้งกายและใจ ตามง้อตามจีบเหมือนชอบฉันมาก ด้วยความที่ฉันก็ไม่ได้เป็นคนเรื่องมากอะไร และเขาก็ดูแลเอาใจใส่เทกแคร์อย่างดี ไม่นานนักฉันและเขาก็ตกลงคบกันเป็นแฟน ตอนเป็นแฟนกันก็เหมือนคู่รักปกติทั่วไป อยู่ด้วยกันไปอยู่ด้วยกันมา อยู่ดี ๆ เขาก็ขอฉันแต่งงาน… อยู่มาวันหนึ่ง ฉันก็ตั้งครรภ์และคลอดลูก ตัวฉันเองต้องผันตัวมาดูแลลูก ส่วนเขาเองก็ต้องเป็นฝ่ายทำงานคนเดียว ไม่รู้เพราะอะไร เขาเริ่มเปลี่ยนไป จากที่กลับบ้านทุกวัน อยู่กับฉันทุกวัน อยู่ดี ๆ ก็บอกว่าต้องไปทำงานต่างจังหวัด จากนี้คงไม่ได้กลับบ้านบ่อย ๆ ปรากฎว่าเขาไปหาผู้หญิงอีกคนหนึ่ง... ปัจจุบัน สามีไม่เคยส่งเสียจุนเจือลูกเลยตั้งแต่วันนั้น และฉันก็ได้ทราบมาว่าเขากลับไปอยู่ด้วยกันกับชู้คนนั้น และผู้หญิงคนนั้นก็ตั้งท้องจริง ๆ ชีวิตของฉันมันพังเพราะเลือกคบคนผิดคน และให้อภัยคนผิดไปจริงๆ หลายคนอาจไม่เข้าใจตัวเองว่าทำไมถึงชอบคนที่ร้าย ๆ
สองรัก
เราคบกับแฟนเรามา สิ้นปีนี้จะครบ 8 ปี แต่เรามีเหตุให้อยากเลิกกับเขาเนื่องจากที่บ้านเขาอยู่ ๆ ก็เกิดหวงลูกชาย ประกอบกับแฟนเราไม่ค่อยมีเวลาให้ เพราะเวลาของเขาเกือบทั้งหมดคือครอบครัว เวลาจะไปไหนกับเราต้องโกหกว่าไปกับเพื่อน เราเลยอึดอัดแล้วทะเลาะกันเรื่องเดิม ๆ บ่อย ๆ จนเราขอบอกเลิก แฟนทำเหมือนจะเข้าใจแล้วก็กลับมาไลน์หาเราเหมือนเดิม (แต่ละวันจะไลน์คุยกันประมาณ 3 - 4 ประโยค) มันวนลูปแบบนี้ จนเราลืมนับไปแล้วว่ากี่รอบ เมื่อประมาณกลางปีที่แล้วเราได้ไปเข้าร่วมโปรเจกต์ออกกำลังกายกับบริษัท เรามีโอกาสได้เจอกับพี่คนนึง ตอนช่วงที่ร่วมโปรเจกต์กันนั้นเราแทบไม่เคยคุยกันเลย จนใกล้จะจบโปรเจกต์ เราก็ได้มีโอกาสคุยกัน ไม่นานนักก็เจอเขาอีกที่ตลาดแถวบ้านเป็นครั้งที่ 2 และเมื่อสงกรานต์ที่ผ่านมาเราก็มีเหตุได้เจอเขาอีกเป็นครั้งที่ 3 ที่ร้านนั่งดื่ม แล้วเหตุการณ์มันก็เลยเถิดเพราะฝน… เขาถามเราว่าจะกลับบ้านหรือไปที่ไหนดี ณ ตอนนั้นเราก็มีใจให้เขาแล้วเลยบอกว่าที่ไหนก็ได้ที่พี่สะดวก คืนนั้นเราก็มีอะไรกัน มันช่างอ่อนหวานและดีจนเราแทบจะลืมทุกอย่างไปเลย เราคบซ้อน... แต่อยู่แบบนี้เราทรมาน ทำอะไรก็คิดถึงแต่เขา เราเองก็ไม่รู้ว่าปล่อยให้เขามามีอิทธิพลต่อใจขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ เพื่อนสนิทก็บอกให้เราหยุดได้แล้ว ทำตัวมีคุณค่าบ้าง ให้เรามีความสุขได้ด้วยตัวเอง เราก็เหมือนจะคิดได้นะแล้วสักพักก็กลับไปคิดแบบเดิมอีก คิดถึงเขาวนซ้ำไปซ้ำมา... เราเจ็บมากจริง ๆ กับครั้งนี้ ได้โปรดช่วยเราที
รักซ้อน
เราอายุ 22 ปี เพิ่งจบมหาลัยปี 4 ค่ะ เราคบกับแฟนมา 3 ปี รุ่นเดียวกัน แฟนของเราเป็นผู้ชายที่ดี สุภาพ เอาใจใส่ ใจเย็น เป็นคนเงียบ ๆ แต่จะเล่นกับเราคนเดียว มีความเป็นมนุษยธรรม แต่ขี้เกียจ เฉื่อยไปหน่อย ไม่ได้เก่งอะไรมาก หน้าตาก็ค่อนข้างธรรมดา ไม่ได้หล่อเหลาอะไร เราสองคนรักกันและเข้าใจซึ่งกันและกันมาตลอด จนหวังว่าจะรักคนนี้คนเดียวตลอดไป มองเห็นภาพอนาคตด้วยกัน แต่อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเรามาฝึกงานเป็นเทอมปีสุดท้ายในเวลา 4 เดือน เราได้พบกับผู้ชายคนหนึ่ง รุ่นเดียวกัน ทำงานเก่ง มีวิสัยทัศน์ในการทำงาน ใจร้อนไปหน่อย เอาใจใส่ ชอบช่วยงานผู้อื่น กระตือรือร้นกว่า เรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างที่แฟนเราไม่เป็น รู้ตัวอีกทีก็แอบชอบเขาไปแล้ว และที่น่าหนักใจกว่าคือเขาก็ชอบเรากลับด้วย เขาเองก็รู้ว่าเรามีแฟนแล้ว แต่เขาก็ยอมรับได้ เขาบอกว่าเขาไม่เคยเจอใครเข้าใจเขาขนาดนี้ เหมือนเราต่างเติมเต็มกันพอดี เราเองก็รู้สึกแบบนั้นเช่นกัน ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก
หรือมนุษย์เกิดมาเพื่อแลกเปลี่ยนชิ้นส่วนบางอย่างซึ่งกันและกัน

ปัญหาความรักหลายครั้งก็เกิดจากการเติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มของทั้งสองฝ่าย 

หรืออันที่จริงเราใช้ความรักเป็นเครื่องมือในการเต็มเต็มซึ่งกันและกัน ทั้งเรื่องที่กังวลในใจ หรือเรื่องเงินทองและผลประโยชน์นอกกาย

รักเพื่อน เพื่อนรัก
ผมมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งครับ เธอมีแฟนแล้ว และรู้จักกันตั้งแต่สมัยประถม คิดไปคิดมาก็ตลกดีนะครับ เราเป็นเพื่อนประเภทที่จะได้วนเวียนมาเจอกันเป็นรอบ ๆ รอบหนึ่งกินเวลาประมาณ 3 ปี ตั้งแต่บอกลากันไป ต่างคนต่างหายออกจากชีวิตของกันและกัน แต่แล้วจะมีเหตุการณ์บางเหตุการณ์ ที่ทำให้เราได้กลับมาเจอกันแล้วก็สนิทกันเหมือนเดิม รอบล่าสุดที่ได้เจอเธอคนนี้ ก่อนที่ต่างคนต่างหายออกจากชีวิตกันไปตามเวรกรรมของเรา เรากลับมาคุยกันทุกเรื่อง ช่วยเหลือปัญหาชีวิตกันทุกอย่าง ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แต่แปลกตรงที่ว่าครั้งนี้ผมมีความรู้สึกแปลก ๆ ไปตอนเราได้มาอยู่ด้วยกัน ก่อนหน้านี้ไม่เคยรู้สึกแบบนี้ พอต้องแยกกันผ่านไปสักระยะหนึ่ง ผมรู้สึกว่าผมรักเค้ามาก มากจนถ้าผมคุยกับเค้าต่อผมคงต้องหลุดบอกความรู้สึกนี้ออกไปแน่ ๆ
รักไม่ได้ค่ะ
หนูมีเพื่อนต่างคณะอยู่คนนึงค่ะ เป็นผู้หญิง เราเคยรู้จักกันตอนเราไปค่าย ซึ่งระยะเวลาเข้าค่ายไม่นานมาก ประมาณ 1 อาทิตย์ แต่หนูก็สนิทกับเขามาก มากจนเรียกว่าเป็นเพื่อนสนิทคนหนึ่งเลยก็ว่าได้ เราก็คุยแชตกันบ่อย โทรปลุกกันบ้าง โทรคุยกัน ไปกินข้าวกินขนมด้วยกัน และเราก็คุยกันเหมือนจะมากกว่าเพื่อน แต่เราเคยเปิดใจกันแล้วว่าเราคุยแบบนี้ทั้งสองคนโอเค และจะเป็นแค่เพื่อนกัน ช่วงเวลานั้นหนูมีความสุขมากค่ะ มีรอยยิ้มในทุกวันเลย จนคนรอบ ๆ ข้างสงสัยว่าหนูมีแฟน ผ่านไปประมาณ 9 เดือนค่ะ วันหนึ่งเขามาบอกว่าเขากำลังจะชอบหนู และไม่อยากให้หนูอึดอัด เพราะเขารู้ว่าหนูไม่ได้ชอบผู้หญิงเลยจะถอยห่าง ตอนนั้นหนูก็เสียใจนะคะ ที่เหมือนเรากำลังจะเสียเพื่อนคนนึงไป อยากบอกกับเขามาก ๆ ว่าเราก็รู้สึกเหมือนกัน แต่หนูพูดออกไปไม่ได้
รักไม่ได้ครับ
“ผมยอมแลกความเป็นตัวตนของผม เพื่อให้สังคมของผมยอมรับ” เสียงของคนรู้ใจของผมที่พูดออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อนและปวดร้าว เขารักผมมาก เขาทุ่มเทและมีแค่ผมคนเดียว แต่เขาไม่สามารถรับรักของเราได้ เพราะสังคมที่เกาหลีไม่ยอมรับสังคม LGBT (Lesbian Gay Bisexual Transgender) เลย เขาเคยอยากฆ่าตัวตายให้ชีวิตมันจบ ๆ ไป ติดแต่ว่าเขาเป็นคนรักครอบครัว และสถาบันครอบครัวของทางเกาหลีหล่อหลอมผนึกกันอย่างแข็งแกร่ง เขาเล่าว่าเขาเคยพยายามหาข้อมูลการตายอย่างไม่ทรมาน เพื่อหวังจบความสับสนและความทรมานนี้ ผมพยายามจะหล่อเลี้ยงกำลังใจอันมีเหลือน้อยนิดของเขาให้ได้นานที่สุด พยายามหาข่าวสาร หาเพลง ดนตรี ศิลปะ และการแสดงอื่น ๆ ที่ให้สารเกี่ยวกับความหวังให้เขาเสพ แรก ๆ เขาเองก็ต่อต้าน เนื่องจากเขาเป็นคนฉลาดจะไม่ยอมโดนเกลี้ยกล่อมง่าย ๆ เมื่อมีคนพยายามเปลี่ยนความคิดของเขา แต่สุดท้ายผมก็ชนะ เขาเริ่มเปิดรับและพัฒนาตัวเองมากขึ้น อารมณ์แปรปรวนและความกลัวเริ่มลดน้อยลง ในวันนี้ ผมชนะใจเขาได้ด้วยพลังแห่งความหวัง
เรารักนาย
ผมเรียนอยู่โรงเรียนชายล้วนมาตั้งแต่เด็กครับ เกิดในครอบครัวคนจีน ที่การชอบเรื่องเพศเดียวกันคงเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก “ใช่มึง กูเป็นเกย์” ผมมักบอกเพื่อนไปอย่างตรงไปตรงมา เพื่อนบางคนอาจจะช็อกไปบ้าง หายไปบ้าง แต่ก็จะกลับมาพูดคุยและกลายมาเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิม ผมได้เรียนรู้ว่าตัวเองมีสิทธิที่จะเรียกร้องการยอมรับจากคนอื่น หากเราไม่ได้ทำอะไรไม่ดี ไม่ได้หวังร้าย ทำร้ายคนอื่น มันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย มันไม่ผิดที่เราอยากให้คนอื่นเข้าใจและยอมรับตัวตนของเรา และเราเองก็ไม่ควรเกลียดในสิ่งที่เป็นตัวเรา ผมมีความสุขกับชีวิตเกย์อยู่พักหนึ่ง ครอบครัวก็ยังไม่รู้ ผมยังคงมีช่องว่างระหว่างเขา ใจหนึ่งก็กลัวรับไม่ได้ อีกใจหนึ่งก็ปล่อยเบลอไปก็ได้ เขาไม่ต้องเข้าใจเราทุกอย่าง เรื่องที่เขาไม่อยากได้ยินเราก็เก็บไว้ เรื่องที่เขาอยากได้ยินเราก็พูด ผมขอทิ้งเรื่องราวของเกย์คนหนึ่งเป็นบทเรียนเอาไว้ให้ได้จดจำ มองเป็นหลักเอาตัวรอดในโลกที่ทุกคนแบ่งแยกคนอื่นเป็นปกติธรรมดา ว่าแม้เราเองเกิดมาแปลกจากผู้อื่น ก็ไม่จำเป็นที่เราต้องทำตัวแปลกอย่างที่เขาคาดหวังให้เราเป็น แม้การเป็นเกย์มันเสี่ยงต่อ “เรื่องง่าย ๆ” แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องทำตามและฉุดให้ตัวเราต่ำลงทุกครั้งไป เริ่มจากรักเดียวใจเดียว รู้มารยาทสังคม ปฏิบัติตามกฎหมายที่คนยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่เกลียดและยอมรับความเป็นตัวเอง สุดท้าย… เราก็จะตามหารักแท้ได้ ไม่ต่างจากคนอื่น ๆ ทั่วไปในสังคมครับ  
ฉันรักเธอ
เราและน้องสาวฝาแฝดสนิทกันมาก เราสองคนคือแฝดฝาเดียวกัน เหมือนกันทุกอย่างทั้งหน้าตาและนิสัยใจคอ เหมือนแม้กระทั่งรสนิยมทางเพศที่แปลกออกไป ใช่ค่ะ… เราสองคนเป็นทอม เราชอบเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง เธอก็เป็นเหมือนเพื่อนทั่ว ๆ ไปที่เข้ามาพูดคุยเวลาเธอมีปัญหา มาง้องแง้งและทำเหมือนเราเป็นที่พึ่งที่ดีที่สุดที่เธอมี เฝ้าโทรหาพูดคุยทุกคืน คืนละหลายชั่วโมง ไปเที่ยวเล่น ทำอะไรสนุก ๆ ด้วยกันอยู่เสมอ ๆ และเธอมาบ้านเราบ่อย ๆ แฝดของเราก็สนิทกับเธอมากเช่นกัน เนื่องจากนิสัยใจคอคล้ายกัน หน้าเหมือนกัน ทำให้เธอเองก็เข้ากับน้องสาวมาก หลายครั้งเวลาเห็นน้องสาวใช้เวลากับเธอ เราก็จะแอบหึงและงี่เง่าในใจ และวันนั้นที่เรากลัวก็มาถึง น้องสาวขอเธอเป็นแฟนอย่างเป็นทางการ ทิ้งเราให้อยู่กับความสับสนในฐานะมากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟนอยู่ข้างหลัง และพอเธอตอบตกลง ดราม่าก็บังเกิด
รักแอบๆ
สวัสดีครับ ผมอายุมากแล้วครับ มีเรื่องอึดอัดใจอยากระบายให้ทุกท่านฟัง ตอนนี้ผมใกล้เกษียณแล้ว บ้านทำธุรกิจอยู่ในตึกแถวที่ตกทอดมาจากรุ่นพ่ออีกทีหนึ่ง ผมเป็นเสาหลักของบ้าน ทำมาหากินขยันขันแข็งมาตั้งแต่อายุสิบกว่าขวบ ผมไม่ได้เรียนหนังสือ เนื่องจากคุณพ่อในสมัยนั้นต้องการคนมาช่วยธุรกิจที่บ้าน แม้ว่าผมเป็นคนรักเรียนมาก ๆ แต่ก็จำยอมต้องออกมาช่วยที่บ้านกับน้องสาวอีกสองคน เราสามคนทำมาหากินกันตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนมาตอนนี้ก็ห้าสิบหกสิบปีมาแล้ว ด้วยความที่ทำงานตรากตรำอย่างหนัก น้องสาวสองคนจึงไม่ได้มีแฟน ถึงแม้ว่าจะมีหนุ่ม ๆ มาแวะเวียนอยู่บ้าง ทุกคนก็ต้องพ่ายแพ้ไปกับความขยันขันแข็งของน้องสาวทั้งสอง เราสามคนช่วยกันทำมาหากินจนธุรกิจใหญ่โต แต่ด้วยความบ้างานตั้งแต่เด็กที่ติดเป็นนิสัย ทำให้ไม่ได้สนใจคิดถึงเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตเลย รวมทั้งเรื่องคู่ชีวิตของเราทั้งสามคน สำหรับเหตุผลของการไม่มีแฟนของผมเองนั้น อาจจะไม่ตรงกับน้องสาวทั้งสองคน ใจจริงผมก็อยากมีแฟนครับ แต่ติดที่ว่า… ผมชอบผู้ชาย… ลืมบอกไปว่าบ้านผมเป็นบ้านที่ถูกเลี้ยงมาในวัฒนธรรมจีนแบบสุดโต่ง รุ่นปู่ของผมโล้สำเภามาจากจีน จึงยากมากที่จะเกิดการยอมรับในครอบครัวขึ้น เหมือนเราต้องใช้ชีวิตอยู่บนการเล่นละครทุกวัน แม้กระทั่งเพื่อนสนิท คนในครอบครัว ลูกหลานเหลนก็คงรับความจริงไม่ได้ ผมเหนื่อยแต่ก็ต้องทำ เพราะไม่รู้อีกแล้วว่าชีวิตจริง ๆ คืออะไร ทุกวันนี้ ผมยังคงเก็บรูปของเขาเอาไว้ในกระเป๋าสตางค์ ความรักแอบ ๆ ที่ทำให้ผมมีชีวิตชีวาทุกครั้งที่ผมเหนื่อยจากงาน รูปผมและเขาที่ถ่ายด้วยกันมันช่วยเยียวยาให้ร่างกายและสังขารที่ไม่เที่ยง ให้ยังคงทนอยู่ต่อไปได้ ทุกวันนี้ผมยังคงต้องแอบความรักนี้ไว้ ไม่กล้าบอกใคร และอาจจะต้องตายไปพร้อมกับความรักแอบ ๆ นี้ จนกว่าเราจะเจอกันในชาติหน้ากระมัง
รักถูกๆ
ผมคบกับแฟนผมมาเกือบ 5 ปีแล้วครับ เราเริ่มคบกันตั้งแต่สมัยเรียนม.ปลาย อายุผมแก่กว่าเขา 2 ปี ตอนนั้นก็รักชอบกันตามประสาวัยรุ่นธรรมดาครับ คุยจีบกันใน msn จนได้มาเป็นแฟนกัน ครอบครัวเราฐานะต่างกันครับ ครอบครัวแฟนผมเนี่ยค่อนข้างมีฐานะ ต่างกับครอบครัวผมมีฐานะกลาง ๆ เธอมองว่าอนาคตเราต้องหาเงินให้ได้เยอะ ๆ เราจะได้สบาย ใช่ครับ เงินคือปัจจัยความสุขสบาย แต่ผมมองว่าแค่เราอยู่ด้วยกันมันก็มีความสุขแล้ว ถึงจะไม่ได้รวย แต่แค่ไม่ลำบาก ได้อยู่ด้วยกันก็น่าจะมีความสุขแล้ว คุยกันเครียดมากจนบางครั้งทะเลาะกัน ผมเคยเลิกกับเธอมาพักหนึ่งเพราะเรื่องความต่าง ช่วงที่เลิกเธอก็ลบผมออกจากสังคมของเธอ แต่ผมก็ง้อจนกลับมาเป็นแฟนกันเหมือนเดิมจนถึงปัจจุบัน ต่างตรงที่เวลาทะเลาะกัน ผมไม่เคยคิดจะลบเธอออกจากสังคมของผมเลย ผมแคร์เธอคนเดียว โดยไม่สนใจสังคมเลย กระทั่งคนที่บ้านผมก็ไม่มีผลกับการตัดสินใจในเรื่องนี้ของผม เธอแคร์ผม แต่ก็แคร์สภาพแวดล้อมด้วย สังคมรอบตัวเธอ อีโก้ของเธอ มันทำให้ผมน้อยใจบ่อย ๆ จนตอนนี้ ไม่มีแล้วครับความน้อยใจ มันชินชาไปหมด และยอมรับไม่มีความสุขมากเหมือนเมื่อก่อน หรือความรักจะแพ้ฐานะทางสังคมจริง ๆ
รักที่ว่า... ราคาเท่าไหร่
ผมเป็นคนที่ประสบความสำเร็จด้านการงานมาก ๆ ครับ มากจนแซงเพื่อน ๆ รอบตัวผมที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกันไประดับหนึ่ง มีหน้ามีตาในสังคม มีคนยอมรับนับถือ แต่อนิจจา เรื่องความรัก ไม่ได้ดีอย่างเรื่องการงานที่ผมภาคภูมิใจเลย ผมยอมรับครับว่าผมเป็นคนมีอีโก้มาก อาจจะเพราะประสบความสำเร็จและทำงานได้ดี ทำให้คนมักจะชื่นชมจนบางครั้งผมก็ลืมยั้งตัวเอง ผมชอบหลุดด่าว่าคนอื่น ชอบพูดจาโผงผาง ชอบเอาชนะ จนบางครั้งผมเอามาใช้กับชีวิตส่วนตัวจนเคยชิน แต่ไม่นานมานี้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น เรื่องมันเกิดขึ้นเมื่อผมดันไปชอบน้องคนหนึ่งในบริษัทมาก ธรรมชาติของงานน้องเข้า จำเป็นที่จะต้องรายงานเรื่องผ่านผมโดยตรง น้องคนนี้เป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีพิษมีภัยอะไร เป็นคนง่าย ๆ ชิล ๆ สวยพอประมาณ เขาทำงานไม่ได้เก่งอะไร ค่อนข้างไปทางไม่ดีด้วยซ้ำไป แต่ไม่รู้ทำไมมันตรงสเปกผมทุกอย่าง ไม่เคยรู้สึกแบบนี้กับใครมาก่อน ผมก็เปย์สิครับ จ่าย จ่าย จ่าย ใจผมก็มีความสุขดี แต่รู้ทั้งรู้ว่าเกิดคำถามอย่างหนักในใจ ถ้าไม่มีเงิน... เขาจะอยู่กับผมไหม หรือเขาเพียงแค่พยายามมาเอาใจผมเพราะต้องการก้าวหน้าด้านการงาน หรือพยายามตามใจเพราะเขาได้ประโยชน์ตั้งมากมาย เงินก็เสียน้อย อยากได้อะไรก็ไม่ต้องออกตังเอง สับสน ไม่เข้าใจ ไม่รู้จะทำยังไง มันเรียกว่ารักได้ไหม เรียกว่าแฟนได้หรือเปล่า งงไปหมดจริง ๆ ผมกำลังหลอกตัวเองอยู่หรือไม่ หรือผมกำลังโดนกรรมตามสนองอยู่กันแน่…
หรือมนุษย์เกิดมาเพื่อไม่เข้าใจกัน

ปัญหาความรักบางครั้งก็ยากจะจัดการเนื่องจากหลักการและวิธีคิดของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน 

หรือจริงๆมนุษย์เกิดมาเพื่อที่จะทะเลาะเยาะแว้ง เพื่อเถียงกันคำไม่ตกฟาก เพื่อหามุมมองใหม่ๆให้ชีวิต

รักแต่เปลือก
วันหนึ่งมีผู้ชายคนหนึ่งทักมาในอินสตาแกรม เราเองเห็นมีคนมาทัก ด้วยความที่ว่างอยู่ก็เข้าไปส่องสักหน่อยว่าเป็นใคร ทำอะไร เป็นมายังไง หน้าตาก็ดูดีใช้ได้ แลดูฐานะก็ดี ขับรถแพงซะด้วย เอาง่าย ๆ สกรีนครั้งแรกคือ “ผ่าน” รู้จักเพื่อนของเพื่อนหลายคน เขาทักมา เราก็ลองคุยดู ก็เป็นไปได้ดี อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็อาสาจะมารับที่ทำงาน ขับรถสปอร์ตหรูอย่างดีมา พาเราไปที่ร้านอาหารหรูร้านนึง เรามีเวลาที่ดีทั้งคู่ จนเราก็แอบเผลอใจลองคบดู อยู่ดี ๆ เขามาบอกเราว่าเขาจะเอาเงินไปลงทุนธุรกิจร้านเหล้ากับเพื่อน แต่ทะเลาะกับพ่อแม่ อยากจะยืมตังค์เราประมาณห้าหกแสน เราก็เลยให้ยืมไปโดยไม่คิดอะไร สรุปคือแฟนเราโกหก… มากไปกว่านั้น เราเริ่มสืบเสาะไปหาที่บ้าน เริ่มคุ้ยหาข้อมูลเพิ่มขึ้น โดยมีเพื่อนและครอบครัวคอยช่วยเหลือ ด้วยความที่พ่อรู้จักดีลเลอร์ที่ขายรถ จึงให้คนเช็คประวัติทะเบียนรถ ปรากฏว่า “เป็นรถเช่า” จ้า เป็นยังไงคะ รถสปอร์ตหรูปลอม กับ การร่วมหุ้นในจินตนาการของแฟนเรา น่าตลกไหมคะ ?
จังหวะจะรัก
เขาดีกับฉันมาก เขาคือคนที่ฉันเห็นภาพวันแต่งงานของเรา แต่ฉันก็ไม่เลือกเขาอยู่ดี… มันเป็นเรื่องน่าแปลก… เขาอดทนกับนิสัยแย่ ๆ ฉันได้ทุกอย่าง เขายอมที่จะเอาใจใส่ เชื่อใจแบบไร้เงื่อนไข และเทิดทูนให้เกียรติฉันยิ่งกว่าใครในชีวิต เวลาที่อยู่กับเขาฉันก็สบายใจ เวลาไปไหนด้วยกันฉันอุ่นใจและวางใจได้ แต่บางครั้งมันอาจจะไม่ใช่ตอนนี้ ตอนที่ฉันยังเลือกอนาคตและชีวิตของฉันไม่ได้ ฉันเริ่มโทษจังหวะชีวิตของเราที่หมุนไปไม่ตรงกัน เหมือนนาฬิกาที่เดินบนคนละหน่วยเวลา ขอโทษจากใจจริง ที่จังหวะชีวิตเราไม่ตรงกัน… ฉันปล่อยเขาไปแล้ว ตอนนี้เขาไปมีชีวิตอยู่ต่างประเทศแล้ว ได้แต่หวังว่าสักวัน เส้นเวลาของเขาและฉัน จะมาบรรจบกันสักที
รักระยะไกล
ความรักของฉันมันเหมือนจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะเราสองคนรักกันมากไม่เคยมีปัญหาเรื่องมือที่สาม ทุกครั้งที่เราได้มีโอกาสเจอกันเขาจะดูแล และเทกแคร์เราทุกอย่าง จนเรารู้สึกว่าโลกนี้คงไม่มีใครรักเราได้มากเท่านี้อีกแล้ว ในเวลาที่เขามีปัญหาเขาจะไม่ค่อยบอกเรา แต่จะแก้ไขปัญหาด้วยตนเองตลอด เพราะไม่อยากให้เราคิดมาก และแล้ว… วันที่เราไม่อยากให้มาถึง มันก็มาถึงจนได้ เขามาปรึกษาว่าเขาจะลาออกจากราชการ เพื่อไปรับเหมาที่ประเทศพม่าเพื่อหาเงิน โดยเขาอ้างว่าอยากเอาเงินที่เก็บมาขอเราแต่งงาน เขาบอกว่าไม่ต้องคิดมาก ให้เราอดทนและรอเขานะ เราเจอกันครั้งสุดท้ายที่หมอชิต… วันนั้นเขาจับมือเรา และสัญญาว่าเขาจะกลับมา จวบจนวันนี้ เวลาผ่านมา 1 ปีเต็ม ฉันยังไม่ได้รับการติดต่อกับเขาเลยแม้แต่ข้อความหรือโทรศัพท์ ฉันต้องรอต่อไปไหม
รักฉัน ต้องให้ซิง
เราคบกับแฟนมาได้สามสี่ปีแล้ว ผ่านช่วงเวลาจีบกัน โปรโมชั่น หวานแหวว จนกลายเป็นคู่ที่เข้าใจกันทุกอย่าง ประเด็นคือตั้งแต่เราคบกันมานั้น… เราไม่เคยมีอะไรกันเลย… ไม่รู้ว่าเราไม่กล้า เราอาย หรือเราเป็นอะไร ใจหนึ่งเราก็เข้าใจว่ามันก็เป็นเรื่องธรรมชาติ เราเองก็เกิดมาจากการมีอะไรกันของพ่อแม่ แต่อาจจะเพราะเราโดนพร่ำสอนเรื่องความเป็นกุลสตรีจากแม่มาตั้งแต่เด็ก และแม่เราก็เป็นคนหัวค่อนข้างเก่า แต่ไม่ได้ไดโนเสาร์ขนาดนั้นนะคะ ก็เลยทำให้สับสนว่าต้องทำยังไงดี สับสนมาก ๆ จริง ๆ ค่ะ มันอาจจะดูเป็นคำถามโง่ ๆ แต่เราไม่รู้จะทำยังไงเลยจริง ๆ  
รักแม่หรือรักเมีย
ผมกับแฟนคบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนตอนสักประมาณปี 4 ในช่วงสมัยเรียนผมพาแฟนผมมาทำความรู้จักกับคุณพ่อและคุณแม่ของผมเพราะอยากให้รู้จักกับที่บ้านไว้ พวกเราไปเที่ยวและใช้เวลาด้วยกัน ทั้งในบ้านผมและในสถานที่อื่น ๆ ประเด็นสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ แม่กับแฟนผมเข้ากันไม่ได้ ! ปัญหาที่เป็นอยู่ผมไม่รู้แก้ยังไง ใครเคยเป็นบ้าง แล้วมีวิธีจัดการปัญหานี้ยังไงกันบ้างครับ
รักต่างสี
ฉันรู้สึกเหนื่อยทุกครั้งกับการเถียงสามีในเรื่องไม่เป็นเรื่อง ฉันรำคาญทุกครั้งที่เขาเลือกที่จะเข้าข้างพรรคการเมืองที่ขายฝัน โกงกิน และไร้อุดมการณ์ เราทะเลาะกันเพราะการเมืองบ่อยมากจนฉันเอือมระอา ไม่รู้ว่าเราจะอยู่กันไปบนความขัดแย้งได้อีกนานขนาดไหน  
รักฉันประชดใคร
เพิ่งเลิกกับแฟนเก่าที่คบกันนานสามปี มาได้ 6 เดือนกว่าค่ะ สาเหตุที่เลิกเพราะมีมือที่สามเข้ามา เป็นความรู้สึกแบบโดนหักหลังและกลัวความรักไปเลยค่ะ ไม่กล้าจะเปิดใจ แต่แล้ว เราก็ไว้ใจผิดคน มันเจ็บ ตื้อไปหมด ก้าวขาไม่ออก เหมือนตัวเองโง่ที่โดนหลอกซ้ำแล้วซ้ำอีก เราไม่น่าไปเลือกเปิดใจผิดคนเลยจริง ๆ  
รักจนลืมเกรงใจ
เคยเป็นไหมคะ อยู่ด้วยกันมานานมากจนลืมเกรงใจกัน… เรากับสามีอยู่ด้วยกันมานานมากค่ะ รักกันมาก เข้าใจกันทุกอย่าง แต่กลายครั้งก็มีเรื่องหงุดหงิดหัวใจ อยากมาบ่นมาระบายเผื่อใครแถวนี้จะเข้าใจบ้าง
รักไม่ลืมเลือน
เราเลิกกับคนรักเก่ามาได้ 2 ปีแล้วค่ะ ทั้งเราและคนรักเก่าต่างก็มีแฟนใหม่มา 2 ปีแล้วด้วย ซึ่งเราก็รักกันมีความสุขดีทั้งสองคู่ แต่ไม่รู้ทำไมเราไม่ลืมคนรักคนเก่าสักที ถ้าอยู่คนเดียวก็จะแอบร้องไห้บ่อย ๆ บางทีดูหนังฟังเพลงก็เผลอนึกถึงจนเศร้า หรือจินตนาการถึงชีวิตอีกแบบหนึ่งที่เขายังอยู่ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ติดต่ออะไรกันแล้ว…
ต้องรักตัวเอง
เมื่อก่อนเคยอยู่คนเดียวได้แบบมีความสุข แต่ตั้งแต่มีแฟนชีวิตเราก็ไม่เหมือนเดิม รู้สึกว่าไม่เคยเหงา ไม่เคยขาดเพื่อน แต่ตอนนี้เลิกกับแฟนไปได้เกือบปีแล้ว แต่แปลกไหมครับ… ผมดันเป็นคนที่ทำใจไม่ได้เอง ยังคิดถึงเขาตลอด จนเขามีแฟนใหม่ไปแล้ว ตอนนี้ผมต้องอยู่คนเดียว โคตรเหงา คิดถึง อยากกลับไปหา แต่เป็นไปไม่ได้ ไม่รู้จะทำยังไงดี…
รักจนขาดกันไม่ได้
คือตอนนี้เราเพิ่งเลิกกับแฟนที่คบกันมานานมาก ๆ หลายปี เขาเหมือนเป็นที่พึ่ง เราสบายใจมากเวลามีปัญหาอะไรเค้าอยู่ข้างเราเสมอ แต่พอเค้าไป กลายเป็นว่าเราไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ทำยังไงได้บ้างให้อาการที่เป็นอยู่มันดีขึ้น และมีความสุขสักที